วันที่ 4 กรกฎาคม ซาลาดินเข้าโจมตีพวกทหาราบของกีย์จนแตกร่น
ถูกสังหารบ้างถูกจับเป็นเชลยก็เยอะครับ แต่พวกอัศวินของกีย์ก็ต่อสู้อย่างกล้าหาญ
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พยายามต้านทานการเข้าจู่โจมของซาลาดิน ให้ถอยออกไป เรย์มอนด์ แห่งทริโบลี พยายามตีปีกขวาฝ่าวงล้อมของซาลาดินเพื่อจะเปิดทางเข้าสู่ทิเบอรเรียส กระทั่งพวกมุสลิมต้านไม่อยู่ อัศวินเหล่านั้นจึงควบม้าทะลุผ่านออกไปได้
แต่เขาไม่สามารถย้อนกลับไปหากษัตริย์ กีย์ของเขาได้ เรย์มอนด์ จำขับม้าหนีไปอีกทาง แต่จนแล้วจนรอดเขาก็สิ้นชีวิตลงในสองสามอาทิตย์ต่อมา
จากการถูกล้อมด้วยกำลังที่เหนือกว่า พวกอัศวินครูเสดถอยขึ้นไปเนินเขาไปยังนอร์ออฟแฮตติน เต๊นท์ของกีย์ กว่าสองคืนที่พวกเขาและม้าไม่มีน้ำให้กินเลยครับ
พวกทหารมุสลิมได้ทีจุดไฟเผาพุ่มไม้ที่อยู่เหนือลมทำให้ควันไฟเพิ่มความลำบากแก่ พวกครูเสดที่ตั้งรับอยู่มีการโจมตีเกิดขึ้นอีกหลายระลอกจน กระทั่งซาลาดินที่สังเกตการณ์อยู่ใน
ระยะไกลเห็นเต๊นท์ของกีย์ล้มลง เขาทราบได้ว่าการต่อสู้จบลงแล้ว
เขาลงจากหลังม้า และขอบคุณต่อพระอัลเลาะห์ผู้เป็นใหญ่

กีย์ เรย์โนลด์ และเจอราร์ด
ถูกพาตัวมาที่เต๊นท์ของซาลาดิน จานั้นซาลาดินก็ส่งเหยือกน้ำแก่กีย์เพื่อดับกระหาย ซึ่งตามธรรมเนียมของอาหรับเป็นการให้คำมั่นว่าข้าศึกจะได้รับการดูแล เมื่อกีย์ส่งเหยือกน้ำต่อไปยัง เรย์โนลด์ ซาลาดิน ร้องออกมาว่า
"ท่านเป็นผู้ให้น้ำแก่เขาไม่ใช่ตัวข้า" แม้ว่าเขาจะสาบานไว้แล้วว่าจะเอาชีวิตเรย์โนลด์ แต่เขายังเสนอว่าจะ ไว้ชีวิตถ้า
เรย์โนลด์จะยอมให้เขานับถือศาสนาอิสลาม แต่เรย์โนลด์ ปฏิเสธอย่างยโส ซึ่งทำให้ซาลาดินที่โกรธจัดกระโจนออกไปจากเต๊๊นท์และกลับเข้ามาพร้อม ดาบโค้งและฟาดฟันเรย์โนลด์กองกับพื้น จากนั้น ทหารของเขานายหนึ่งออกมาจัดการกับครูเสด ผู้ชอบปล้นสะดมจนเสร็จสิ้น ทำให้กีย์สั่นไปทั้งตัวเมื่อเห็นทหารมุสลิมลากร่างที่ไร้ศีรษะของเรย์โนลด์ออกไป แต่ซาลาดินปลอบใจเขาว่า
"กษัตริย์ย่อมไม่ฆ่ากษัตริย์ แต่มันผู้นั้นไม่ล่วงละเมิดทุกสิ่งทุกอย่าง"
ทางด้านเจอราร์ด เดอ ริดฟอร์ด ซาลาดินใช้ให้ไปเกลี้ยกล่อม
พวกที่ป้องกันป้อมค่ายที่ แอสคาลอน และกาซา
ให้ยอมแพ้ซะ ส่วนที่เหลือซาลาดิน สั่งให้ตัดหัวพวกพระนักรบจากเมืองหลวงและไนท์เทมปลาร์ โดย ซูฟิส ผู้เป็นพระนักบวชเป็นคน จัดการ ส่วนพวกคนชั้นสูงก็ถูกเรียกค่าไถ่
และทหารถูกขายเป็นทาส ซึ่งจำนวนผู้ที่ถูกขายในตลาดทาส
ดามัสกัส มากมาย จนกระทั่งมีผู้กล่าวว่ารองเท้าแตะคู่หนึ่งสามารถซื้อทาสได้

หลังจากถูกล้อมอยู่สามสิบวัน เอาท์รีมเมอร์ ก็แตกพ่ายและนครเยรูซาเลมเปิดประตูออกต้อนรับพวกมุสลิม เดือนตุลาคม 1187 ซาลาดินเข้าเมืองในวันฉลอง ที่ตรงกับวันที่ศาสดามะหะหมัด เดินทางสู้สวรรค์ผิดกับการเข้ายึดครองเยรูซาเลม โดยพวกคริสเตียนในปี 1099 ครั้งนี้ที่ไม่มีการสังหารหมู่ และปล้นสะดม พวกชนชั้นสูงและผู้มีอันจะกินถูกเรียกค่าไถ่เช่นเคย อีกหมื่นกว่าคนถูกส่งไปยังตลาดค้าทาส และฮาเร็มที่ดามัสกัสและอาเลปโซ สุเหรา อัลอักซา และศิลาโดม ได้รับการปรับปรุงให้เป็นสถานที่ทางศาสนาอิสลาม และทำลายโบสถ์สำคัญ กระทั่งสามวันต่อมาศิลาโดมได้เปิดขึ้นอีกครั้ง เพื่อต้อนรับพวกจาริกแสวงบญคริสเตียนโดยเสียค่าเข้าคารวะบูชา หลังจากชื่นชมกับรสแห่งชัยชนะ ทางด้านซาลาดิน ก็กลับสู่ดามัสกัส ในเดือนมีนาคม 1188 ในปีเดียวกันกีย์ที่ถูกคุมขังอยู่ ได้รับการปล่อยตัวในเงื่อนไขที่ว่าเขาจะไม่จับอาวุธทำสงครามอีก

ขณะนั้น ไทร์ เป็นท่าเรือทางทะเลที่ยังอยู่ในความคุ้มครองของพวกครูเสด
กองทหารรักษาการณ์ในป้อมที่อยู่ในบังคับบัญชา ของ คอนราด มากีส์ เดอ มองท์เฟอราท
ผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อซาลาดิน หลังจากการโจมตีเมืองครั้งแรกถูกต่อต้านจนต้องล่าถอยออกมา
ซาลาดินตัดสินใจว่าจะพักชั่วคราวระหว่างฤดูหนาว เขามั่นใจว่าจะต้องเข้าพิชิตพวกเอาท์รีมเมอร์
ได้ในเวลาไม่นาน แต่แล้ว


สองเดือนหลังจากการรบที่แฮตติน ข่าวเรื่องการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของพวกครูเสดแพร่ไปถึงฝรั่งเศส โป๊ป เกรกอรี ที่ 8 เรียกร้องให้มีครูเสด ครั้งใหม่ และจักรพรรดิเยอรมัน เฟรด เดอริคที่ 1 ที่รู้จักกันในนาม ของ บาร์บารอสซา นำไพร่พล 40,000 คน เดินทางทางบกไปสู่ดินแดนศักดิ์์สิทธิ์ โชคอยู่ข้างซาลาดิน อีกแล้วครับ เพราะ บาร์บารอสซา จมน้ำตายขณะที่ข้ามแม่น้ำคาไลแคดนัสใน ไซเลเซีย
ส่วนกีย์ ก็ทิ้งคำสาบาน ที่จะไม่จับอาวุธอีก
เขารวบรวมกำลังอีกครั้ง ในเดือนสิงหาคม 1189 กองเรือคริสเตียนนำไพร่พล เตรียมล้างแค้น
อ่านไปอ่านมา
นึกว่าลอร์ด ออฟ เดอะ ริงค์ เลยนะ


