MONALISA



Giorgio Vasari

ตามคำบอกเล่าของ "จิออร์โอ วาซารี" (Giorgio Vasari 1511-1574) จิตรกร สถาปนิก และ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับศิลปะในสมัยนั้น เขากล่าวไว้ว่า โมนา ลิซ่า คือภรรยาของ ฟรานเชสโก เดล จิโอกอนโด ซึ่งเป็นพ่อค้าไหมที่มั่งคั่งแห่ง เมืองฟลอเรนซ์ ขณะที่ ดาวินซี่ เขียนภาพนี้ซึ่งใช้เวลานานถึง 4 ปี เขาได้ไปว่าจ้าง นักร้อง นักดนตรี และตัวตลกมาให้ความบันเทิงแก่หญิงงามผู้เป็นแบบของ ภาพเขียน เพื่อให้เธอมีรอยยิ้มที่ปราศจากความเศร้าหมอง อย่างไรก็ตามจากคำ บรรยายของ วาซารี ก็เป็นเพียงข้อมูลจากผู้ที่ไม่เคยเห็นภาพเขียนนี้ของ ลีโอนาร์โด แต่อย่างใด

จากหลักฐานอีกแหล่งหนึ่งจาก "อันโตนิโอ เดอ เบอาทิส" ผู้บันทึกปากคำของ ลีโอนาร์โดใน ค.ศ. 1517 ว่าผู้เป็นแบบในภาพคือสตรีชาว ฟลอเรนซ์และ จูลีอาโน เดอ เมดิซี่ เป็นผู้ว่าจ้างให้เขียนภาพนี้ จากการที่ ไม่มีหลักฐานปรากฎที่แน่ชัด ว่าใคร เป็นแบบให้กับ ลีโอนาร์โดวาดภาพนี้ จึงทำให้มีการตั้งข้อสันนิษฐานกันไป ต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็น บุคคลใน ภาพอาจเป็น คอนสัตันซ่า คาวารอส หรืออาจจะเป็น อิสซาเบลลา เดสเต ผู้อื้อฉาว หรืออาจเป็นภรรยาลับของ จูลีอาโน เดอ เมดิซี่ ทั้งนี้ เพราะได้ ปรากฎว่า มีโมนา ลิซ่า (เปลือย) หลายภาพในศตรววษที่ 16 ซึ่งเป็น ที่โด่งดังมากกับภาพเปลือยของสาวผู้นี้

นอกจากนี้จากการที่ลีโอนาร์โดเองมีชื่อที่ถูกกล่าวขานกันว่าเขาเป็นพวก รักร่วมเพศ จึงเกิดการสันนิษฐานว่า โมนา ลิซ่า ไม่ใช่ผู้หญิงแต่เป็นภาพเหมือนจำแลง เพศของเด็กหนุ่มรูปงามคนใดคนหนึ่ง ซึ่งศิลปินมักเลี้ยงไว้ติดสอยห้อยตามในสตูดิโอ บ้างก็มีการนำภาพเหมือนของ ลีโอนาร์โดมามาเปรียบเทียบกับภาพของ โมนา ลิซ่า แล้วก็สรุปเอาดื้อๆว่าภาพเขียนอันลือชื่อนี้แท้ที่จริงคือภาพของ ลีโอนาร์โด ดาวิน ซี่ เองที่แปลงกาย แต่งตัวเป็นสตรีเพศ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่สนับสนุนทฤษีนี้ยังกล่าวเสริม ต่อไปว่า ลายปักขดเชือกที่รอบคอเสื้อของ โมนา ลิซ่า คือลายเซ็นลับของ ดาวินซี่เอง เพราะในภาษาอิตาเลี่ยนคำว่า "ขดเชือก" จะตรงกับคำว่า "วินชีเร่" (Vincire)

แม้ว่าบุคคลในภาพ โมนา ลิซ่า ยังเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ครอบครองภาพนี้ยังพอมีข้อมูลอยู่บ้าง นั่นก็คือ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ลีโอนาร์โดไม่ยอมพรากจากภาพเขียนนี้ และเขาได้นำติดตัวพร้อมกับทรัพย์สินสินมีค่าอื่นๆที่เขารัก หวงแหน ออกจากกรุงโรมเมื่อครั้งเดินทางมาที่ฝรั่งเศสเพื่อเป็นศิลปินแห่งราชสำนักของพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 (ค.ศ. 1479-1547) ใน ค.ศ. 1517 ด้วยเหตุนี้เองผู้ครอบครองภาพ โมนา ลิซ่า คนแรกก็คือกษัตริย์ฝรั่งเศส ซึ่งโปรดให้นำภาพไปประดับที่ห้องสรงในพระราชวัง ฟองแตนโบล แต่เมื่อจักรพรรดินโปเลียนขึ้นครองราชย์ ภาพโมนา ลิซ่า จึงถูกย้ายมาพำนักในห้องพระบรรทมและมีชื่อเรียกอย่าง สนิทสนมว่า "มาดาม ลิซ่า"

มุมมอง ทัศนะคติ และ ความคิดเห็นความรู้สึก ต่างๆ ที่มีต่อ Mona Lisa นั้นมีมากมายเหลือเกิน "จูลส์ มิเชอเลต์" พรรณนาไว้ใน หนังสือประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสว่า "ภาพเขียนนี้ดึงดูดข้าพเจ้า พรํ่าเรียกข้าพเจ้า รุกรานข้าพเจ้า ซึมซาบเข้าไปในตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตรงลิ่วเข้าไปหาโดยไม่รู้สึกตัว ประดุจนกบินดิ่งเข้าไปในปากงูพิษ" นี่คือทัศนคติต่อ Mona Lisa ในศตรววรษที่ 16 ที่มองความงามในแบบอุดมคติ แต่มุมมองจากนักวิจารณ์ในศตรววรษที่ 19 กลับมอง ไปอีกด้านหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรแมนติคส์ที่มองว่า โมนา ลิซ่า เป็นสตรีมรณะ (Femme fatale) หรืออีกนัยหนึ่งคือสตรีผู้ยื่นความตายแก่บุรุษ


Theophile Gautier

สำหรับเธโอฟิล โกติเอร์ (Theophile Gautier) โมนา ลิซ่า มิได้เป็นสาวน้อยที่มี รอยยิ้มแสนหวานงามปานกลีบกุหลาบ ตามที่วาซารีเคยพรรณนาไว้แต่จะเป็นสาววัย สามสิบที่ร่องรอยแห่งเลือดฝาดและความสดใสแห่งชีวิตเริ่มที่จะอันตรธานหายไป สีของอาภาณ์และผ้าคลุมผมของเธอ ซึ่งหมองคลํ้าเพราะกาลเวลาทำให้เธอดูเหมือนหญิง หม้ายที่แฝงไว้ด้วยความทุกข์โศก


Sigmund freud : Walter Pater

อันที่จริงแล้ว ลักษณะรอยยิ้มของ โมนา ลิซ่า ที่มีการตีความไปต่างๆนานานั้น สามารถ พบเห็นได้ในภาพเขียนอื่นๆของ ดาวินซี่ เองเช่น รอยยิ้มที่แฝงความอ่อนโยนและการุณย์ ของเซนต์แอนน์ หรือพระแม่มารี หรือแม้กระทั่งรูปปั้นในยุคโบราณของกรีก ในศตรวรรษที่ 19 มีผู้เห็นว่าภายใต้รอยยิ้มยากที่จะหยั่งลึก ของโมนา ลิซ่า นี้กลับแฝงไว้ด้วย ปริศนาอมตะ แห่งอิสตรี ส่วนนักจิตวิเคราะห์อย่าง ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund freud) ก็ตีความหมายว่า "ลีโอนาร์โดหลงไหลรอยยิ้มของ โมนา ลิซ่า" เพราะมันคือสิ่งที่หลับไหล ภายในจิตใจและความทรงจำในอดีตของเขาที่ผ่านมานานแล้ว รอยยิ้มนี้ถอดแบบพิมพ์ มาจากคาเตรีนาผู้เป็นมารดา สำหรับนักสุนทรียศาสตร์อย่าง วอลเทอร์ เพเทอร์ (Walter Pater) พรรณนาไว้ว่า "เธอมีอายุแก่กว่าหินผาที่ห้อมล้อมเธอ ประดุจหนึ่งปีศาจดูดเลือด เธอได้ตายมาแล้วหลายคราและหยั่งรู้ความลึกลับแห่งหลุมศพ"

พอมาถึงต้นศตรวรรษที่ 20 ผู้คนรุ่นใหม่ๆเกือบที่จะไม่ได้แสดงความคิดเห็น ความรู้สึก และทัศนคติต่อโมนา ลิซ่า เสียแล้ว เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1911 ในเวลา เช้าตรู่ข่าวการโจรกรรมภาพ Mona Lisa ออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre) ปรากฎต่อมวลชน ซึ่งกว่าจะค้นพบเธอและจับกลุมผู้โจรกรรมได้ก็ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี ปรากฎว่าคนที่ โจรกรรมโมนา ลิซ่าไปก็คือคนที่ทำความสะอาดในพิพิทภัณฑ์นั่นเอง สถานที่ค้นพบ โมนา ลิซ่า นั้นก็คือเมือง ฟลอเรนซ์บ้านเกิดของเธอนั่นเอง ในปัจจุบันนี้โมนาลิซ่าได้รับการ ทะนุถนอมเป็นอย่างดี ในตู้กระจกปรับอากาศและกันกระสุน ซึ่งไม่มีใครที่จะสามารถลักพาตัวเธอได้อีกต่อไป มีสิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ ตั้งแต่การหายลึกลับของ โมนา ลิซ่าเป็นระยะเวลายาวนานในคราวนั้น มีผู้ที่ไปดูโมนา ลิซ่าบางคนบอกว่า รอยยิ้มของเธอนั้นเปลี่ยนไป โดยที่ตั้งข้อสงสัยว่า เธออาจไม่ใช่ โมนา ลิซ่า ตัวจริง

เมื่อปี ค.ศ. 1974 โมนาลิซ่าถูกนำไปแสดงที่กรุง มอสโก และโตเกียว โดยเฉพาะที่ โตเกียวมีผู้คนมาเข้าแถวชมเพื่อยลโฉมเธอถึง 2 ล้านคนในช่วงเวลาแค่ 3 เดือน


ที่มา : Artofcolour.com : Art History Informations Services, http://www.artofcolour.com/

เบื้องหลังโมนาลิซา


โมนาลิซา (MONALISA)
วาดโดย
Leonardo da Vinci
หลายคนรู้จักชื่อนี้แล้ว แต่ก็มีหลายคนที่ ยังไม่รู้ชื่อเต็มของเขา
Leonardo di ser Piero da Vinci

ในปี พ.ศ. 2046-2049 (ค.ศ. 1503-1506) ตอนอายุ 51-54 ปี เขาวาดภาพอยู่ 2 ภาพคือ โมนาลิซา (mona lisa) และ the virgin and child with sent anne   0.77 เมตร กว้าง 0.53 เมตร ไม่ใหญ่เท่าไหร่ แต่ประเมินค่ามิได้  เลโอนาร์โด ถูกว่าจ้าง จาก เศรษฐี ชื่อ ฟรานเซสโก เดล จิโอกอนโด ให้วาดภรรยาของเขา รูปโมนาลิซาจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ลา จิโอกอนโด (La giocconda) เลโอนาร์โดใช้เวลาวาดนานเป็นปี จนโมนาลิซา เสียชีวิตไป จากข้อสงสัยที่ว่าโมนาลิซานั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับเลโอนาร์โดเอง อาจเป็นเพราะสาเหตุที่ว่า ภาพโมนาลิซานั้น ยังวาดไม่เสร็จ เขาจึงวาดต่อโดยใช้ตัวเองเป็นแบบ (ลองสังเกตภาพซ้อนกันระหว่างเลโอนาร์โดกับโมนาลิซาครับ) บ้างก็ว่าภาพนี้คือภาพ ของอิซาเบลลา เดสตี้ ราชินีแห่งมอนโตบา หลังจากนั้นเขาก็นำภาพนี้ติดตัวไปไหนมาไหนมาตลอดจนถึงวาระสุดท้าย


ลองสังเกตความคล้ายคลึง ระหว่างโมนาลิซา กับ เลโอนาร์โด ตั้งแต่ ตา จมูก ปาก และ โครงหน้า
ภาพเล็กไปหน่อยค่อย ๆ สังเกตนะครับ

ลักษณะพิเศษของโมนาลิซา รูปโมนาลิซานี้ เป็นรูปหญิง ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้หญิงปกติทั่วไปในปัจจุบันเมื่อมีการถ่ายภาพหรือวาดภาพมัก จะต้องแต่งตัวให้สวยงามและแต่งหน้าให้สวยเพื่อจะได้ดูดีรูปที่ออกมา แม้แต่คนในอดีตก็ตาม ต้องแต่งตัวสวมใส่เสื้อผ้าที่สวย และแต่งหน้าถือเป็นเรื่องปกติ แต่โมนาวิซาไม่แต่งหน้าทาปาก หรือสวมเสื้อผ้าให้สวย แต่กลับใส่เสื้อผ้าที่สีดำสนิท และลักษณะท่าทางของตัวเธอเอง คือ ลักษณะเอียงขวา ซึ่งในสมัยนั้น นิยมนั่งตัวตรงเท่านั้น นี่อาจเป็นลูกเล่นของเลโอนาร์โดเอง รวมถึงการกุมมือ จะเห็นได้ว่า ลักษณะนี้เหมือนกับการหันข้าง จากเก้าอี้ เหมือนต้องการจะหันไปมองอะไรสักอย่าง สายตาของเธอนั้น จะมองมาหาเราหรือมองข้ามไปทางด้านหลังของเรา ยังคงเป็นปริศนาอยู่ แต่ รอยยิ้มของเธอ นั้น ผู้ไขปริศนา คือ ซิกมัน ฟรอยด์ นักจิตวิทยา (ถ้าใครได้เรียนวิชาเกี่ยวกับจิตวิทยาจะต้องรู้จักชื่อนี้แน่นอนครับไม่งั้นสอบตกไม่รู้ด้วยนะ) ว่า เขาสังเกตเห็น รอยยิ้มของเธอเหมือนอีกภาพหนึ่ง ที่เลโอนาร์โดได้วาดเอาไว้ จำไม่ได้ว่ารูปอะไร และมีรอยยิ้มที่ คล้ายกันมาก เป็นรูปของเทพธิดา และมีเด็กอยู่ในภาพ 2 คน คิดว่าเป็นลูกของเธอ จึงสันนิษฐานว่า เป็นรอยยิ้มของแม่ นั้นเอง ตามรายงานคิดว่า โมนาลิซาในตอนนั้น ก็กำลังท้องอยู่ด้วย วิธีวาดผมเองก็จำไม่ค่อยได้นะครับ แต่เท่าที่ทราบมาว่า เลโอนาร์โด ได้ใช้สีฝุ่น ร่างภาพไว้ก่อน สีฝุ่นในสมัยก่อนผสมกับไข่แดงเพื่อให้ติดกับกระดาษได้ดีขึ้น และใช้สีน้ำมันวาดซ้ำอีกทีหนึ่ง ซึ่งเลโอนาร์โดเป็นคนแรกที่ใช้สีน้ำมันวาดภาพซึ่งภาพจะสวยงาม ลักษณะการทาสี เลโอนาร์โดใช้การระบายสีลงไปในภาพเลย คือเอาไปผสมเองภายในเนื้อภาพ ซื้งถือว่ายากมาก ถ้าระบายหนาหรือบางเกินไปจะทำให้งานเสียทันที ถ้าใครเคยวาด ภาพนะครับ โดยปกติแล้วเราจะต้องผสมสีในจานสีก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าสีนั้น เป็นสีที่เราต้องการ ก่อนแล้วจึงค่อยวาดลงไปในภาพอีกที แต่เลโอนาร์โด ระบายสีลงไปเลย โดยใช้การระบายเป็นโทนสีก่อน แล้ววาดภาพซ้อนกันอีกทีเพื่อไปผสมกับสีก่อนหน้านี้ คนวาดแบบนี้ต้องแม่นในเนื้อสีและน้ำหนักของการระบายเป็นอย่างมาก ถ้าจำไม่ผิดเขา วาดภาพนี้  ถึง 7 ชั้นด้วยกัน

ภาพหลังของโมนาลิซา.... ล่ะ?

อันนี้ก็ต้องทึ่งกับการวาดของเลโอนาร์โดด้วยครับ มันไม่ใช่ภาพวิวธรรมดานะครับ ทางด้านหลังตอนนั้น เลโอนาร์โด ได้เดินทางในเมืองฟอเรนซ์ เขาเดินทางไปกับ คนติดตาม อีก 1 คน เขาได้เดินเข้าไปในป่า บังเอิญเขาเจอถ้ำ เขาก็ได้เดินเข้าไปสำรวจดู เขาเจอ ซากฟอสซิลปลาดึกดำบรรพ์ ตอนนั้นเขาคิดว่าเป็น ปลาวาฬ และเจอฟอสซิลหอยแอมโมไนท์ จำนวนมาก เขาจึงสันนิษฐานว่า เมืองฟอเรนซ์ในอดีตเคยจมอยู่ในทะเลมาก่อน เขาจึงวาดภาพ จากจินตนาการว่า เมืองนี้ มีทะเล ลักษณะที่สำคัญของเขา คือ ภาพวิวด้านหลังมีลักษณะเอียง เขาตั้งใจวาดให้เอียงเพื่อเป็นลูกเล่นของเขา และทำให้ภาพดูมีมิติยิ่งขึ้น ที่บางคนสันนิษฐานว่า ด้านซ้ายเป็นภาพผู้ชายและด้านขวาเป็นภาพผู้หญิง ด้านผู้ชายคือ เทพอามอน เทพเจ้าความสมบูรณ์ทางเพศของผู้ชาย และผู้หญิงคือ เทพีไอซิส ในแผ่นภาพโบราณ เคยเรียกว่า ลิซา นั้นเป็นชื่อเทพของอียิปต์

 
ลักษณะภาพแบบ ฟีโบนักชี (PHI) 1.618 หรือสัดส่วนสวรรค์ เป็นสัดส่วนที่สวยงามที่สุด PHI หรือ 1.618 คนคิดคือ ลีโอนาร์โด ฟีโบนักชี คนละคนกันนะครับ แต่ชื่อเหมือนกัน เป็นนักคณิตศาสตร์ ผู้ไขรหัสแห่งธรรมชาติ ทำไมถึงเป็นตัวเลขแห่งธรรมชาติ นะหรือ เพราะสัตว์หลายชนิดต้องใช้ตัวเลขนี้ เช่น หอยนอร์ติลูส อัตราส่วนระหว่างเส้นผ่าศูนย์กลาง ของแต่ละเกลียวเทียบกับเกลียวถัดไปคือ 1.618 หรือแม้แต่ ผึ้ง ทุกรังบนโลก โดยผึ้งตัวเมียมีจำนวนมากกว่าผึ้งตัวผู้เสมอ ถ้า หารจำนวนผึ้งตัวเมียด้วยจำนวนผึ้งตัวผู้ ไม่ว่ารังที่ไหนในโลก จะได้ 1.618  และตามหลักเช่นกัน มนุษย์ก็ชอบภาพที่ขนาด 1.618 หรือใกล้เคียงเช่นกัน ซึ่งเป็นขนาดเดียวของโมนาลิซาด้วยครับ

นอกจากนั้น PHI ยังไปปรากฎอยู่ในงานสถาปัตยกรรมและงานศิลปะที่มีความสำคัญต่อ ประวัติศาสตร์มากมาย อย่างภาพวาดโมนาลิซา ผลงานชิ้นเอกของลีโอนาโด ดาวินชี จิตรกรชื่อก้องโลก ก็มีอัตราส่วนใบหน้าและร่างกายเท่ากับ PHI วิหารพาร์เธนอนของกรีกและพีระมิดของอียิปต์ก็ใช้ PHI ในการออกแบบโครงสร้าง หรือแม้แต่ในงานดนตรี PHI ยังปรากฎอยู่ในโครงสร้างการวางระบบของนักประพันธ์เพลงชื่อดัง ทั้งในโซนาต้าของโมซาร์ท ซิมโฟนีหมายเลขห้าของเบโธเฟน แม้แต่ในเครื่องดนตรีคลาสสิคไวโอลิน เมื่อเรานำความยาวของฟิงเกอร์บอร์ดมา เปรียบเทียบกับความยาวของไวโอลินก็จะได้ PHI เป็นคำตอบเดียวกัน
นี่คือตัวอย่างการศึกษาทางคณิตศาสตร์เพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์ และความจริงทางธรรมชาติ ทำให้เราได้ค้นพบว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ธรรมชาติล้วนได้สร้างกฎเกณฑ์พื้นฐานรองรับ ไว้อย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมกันนั้นยังก่อให้เกิดสัดส่วนที่มีความสมส่วนซึ่งกันและกันของขนาด จนกลายเป็นความงาม ความกลมกลืน ที่เราต่างก็ยอมรับถึงความเหมาะเจาะลงตัว


อีกทฤษฏีหนึ่ง เกี่ยวกับเบื้องหลังของภาพนี้ และ
สัดส่วนนี้เองทำให้มนุษย์เรา มองภาพนี้ในขนาด PHI จึงสวยที่สุดนั่นเอง

อันที่จริง เลโอนาร์โด นั้น ยังไม่ได้ตั้งชื่อภาพนี้ด้วยซ้ำ เขาไม่ได้แม้กระทั่งเอ่ยถึงภาพในในสมุดบันทึก ภาพนั้นถูกเรียกว่า โมนา ลิซา ผู้เขียน อัตชีวประวัติของ เลโอนาร์โด คนแรก คือ จีออร์จีโอ วิซารี (Giogrgio Visari) ซึ่งเขียนหลังจาก เลโอนาร์โด เสียชีวิตประมาณ 30 ปี แต่เป็นแหล่งข้อมูลเดียวที่จะสามารถอ้างอิงชื่อของภาพนั้นคือ โมนา ลิซา

เรื่อง ยิ้มของโมนาลิซ่า
ภาพจาก :http://www.manager.co.th/asp-bin/Thumbnail.aspx?ID=163327

นิวส์ไซแอนติส กว่าหลายศตวรรษมาแล้วที่เหล่าศิลปิน นักประวัติศาสตร์ และนักท่องเที่ยวต่างเดินพาเหรดไปที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ประเทศฝรั่งเศส เพื่อหวังไขปริศนารอยยิ้มอันลึกลับน่าฉงนของ โมนา ลิซา ผลงานชิ้นโบว์แดงของ เลโอนาร์โด ดาวินชี และตอนนี้ 2 นักวิจัยทางด้านจักษุศาสตร์ก็เริ่มมองเห็นปริศนาบางอย่างจากภาพโมนาลิซา ว่าไฉนมองมุมไหนถึงยิ้มพิมพ์ใจไปเสียหมด

คริสโตเฟอร์ เทย์เลอร์ และลีโอนอยด์ คอนต์เซวิช แห่งสถาบันวิจัยทางจักษุสมิธ-แคตเทิลเวลล์ ในซานฟรานซิสโก เชื่อว่า เหตุที่โมนาลิซายิ้มโปรยปรายได้ขนาดนี้ก็เพราะ นอยซ์ (noise) หรือมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นในระบบการรับรู้ทางสายตาของผู้ที่มองภาพอันลือโลกชิ้นนี้

นักวิจัยทั้ง 2 ได้นำภาพวาดโมนาลิซาบันทึกลงคอมพิวเตอร์ แล้วสุ่มใส่นอยซ์ลงในภาพหลายๆ แบบ (นอยซ์ หรือ noise ที่หมายถึงสัญญาณรบกวน แต่ในภาพคือจุดสีเล็กที่เกิดขึ้นบนภาพ ทำให้ภาพไม่ชัด อย่างเช่นการดูโทรทัศน์ที่สัญญาณไม่ดีก็จะทำให้เห็นภาพเป็นจุดๆ นั่นคือ นอยซ์)

และเมื่อนักวิจัยทั้ง 2 สุ่มใส่นอยซ์ลงในภาพโมนาลิซาแล้ว ก็ให้ผู้สังเกตการณ์จำนวน 12 คนมาดูว่าหน้าตาโมนาจะเปลี๊ยนไปมากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้ ผลการพินิจดูภาพโมนาที่มีนอยซ์มาฉาบไว้นั้น ก็เป็นไปตามความคาดหมายของคริสโตเฟอร์และลีโอนอยด์ กล่าวคือ นอยซ์ส่วนที่อยู่ตรงมุมปากทำปากของโมนายกขึ้น จึงทำให้โมนาลิซามีใบหน้าเปื้อนยิ้มอิ่มเอมมีความสุข ส่วนนอยซ์อีกภาพหนึ่งที่อยู่บนปากของโมนากลับทำให้รูปปากแบนลง ภาพนี้เลยทำให้โมนาดูเศร้าสร้อย

อย่างไรก็ตาม จุดรบกวนหรือนอยซ์เหล่านี้ทำให้ผู้สังเกตการณ์ที่มาดูภาพโมนาลิซาที่เคยๆ เห็น เกิดการรับรู้ที่แตกต่างออกไปจากเดิมได้อย่างน่าประหลาดใจ

ภาพจาก :http://www.manager.co.th/asp-bin/Thumbnail.aspx?ID=163328 
เมื่อเติม "นอยซ์" ลงไปบนภาพโมนาลิซ่า จุดสีรบกวนเหล่านี้ จึงทำให้คนดูรับความรู้สึกของโมนาลิซ่าแตกต่างกันออกไป


เทย์เลอร์ เปิดเผยว่า ระบบการรับภาพในสมองของมนุษย์ทั่วไปนั้นจะเปลี่ยนไปตามสิ่งรบกวน และอย่างกรณีภาพโมนาลิซาฉาบนอยซ์คราวนี้ก็เช่นกัน เมื่อผู้มองมองเห็นภาพที่มีเม็ดสีเล็กๆ ไม่ชัดอยู่บนภาพ อนุภาคโฟตอนหรือหน่วยพลังงานของรังสีแสงที่จอตา (เรตินา) รับเข้ามาก็จะเป็นลักษณะแกว่งไปมา (นึกถึงตอนที่เรามองภาพเบลอๆ) จากนั้นเซลล์รับแสงที่จอตาก็จะอ่านค่าเม็ดสีที่มองเห็นผิดเพี้ยน และในที่สุดการรับรู้เม็ดสีที่ผิดเพี้ยนนี้ก็ถูกส่งต่อไปยังเส้นประสาท และสมองในที่สุด

สิ่งรบกวนโดยธรรมชาติเหล่านี้ ทำให้คนทั่วไปมองภาพโมนาแล้วเห็นว่าภาพชิ้นนี้เปลี่ยนไป มากกว่าที่จะเห็นเหมือนแต่ก่อนว่าโมนามีการแสดงสีหน้าที่น่าสงสัยลึกลับ นอยซ์ นี่ล่ะจึงทำให้ภาพวาดชิ้นนี้มีพลังจนถึงทุกวันนี้ เทย์เลอร์ เผย พร้อมกับแถมอีกว่า ที่ดาวินชีวาดโม้นาได้ออกมาจนลือลั่นโลกขนาดนี้ เพราะดาวินชีรู้ได้ด้วยสัญชาติญาณศิลปินของเขาแล้วว่า นอยซ์ นี่ล่ะสามารถสร้างการรับรู้ของคนได้ต่างออกไป

ภาพ โมนาลิซา เป็นผลงานชิ้นเอกของเลโอนาร์โด ดาวินชี จิตรกรชาวอิตาเลียน (และยังเป็นนักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์) ดาวินชีวาดภาพชิ้นนี้ขึ้นในปี 1479 1528 โดยหญิงสาวในภาพคือ ลา จิโอกอนดา (La Gioconda) ภรรยาของฟรานเซสโก เดล จิโอกอนดา เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนไม้ มีขนาด 77x53 เซนติเมตร ขณะนี้ตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ประเทศฝรั่งเศส ในนาม ลา โฌกงด์ (La Joconde)

โมนาลิซาในภาพเป็นภาพนั่งของผู้หญิงธรรมดาๆ ที่แต่งกายตามสมัยนิยมในแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ ในอิตาลีเบื้อหลังเป็นภูเขา โดยดาวินชีได้ใช้เทคนิกภาพสีหม่น (sfumato) ให้ฉากหลังดูนุ่มเบา แต่ใช้โทนสีหนักกับตัวนางแบบ โมนาลิซามีสีหน้าที่แสดงออกมาอย่างน่าฉงน เพราะบางมุมก็รู้สึกถึงความมีเสน่ห์ดึงดูดใจ ขณะที่บางมุมก็ให้ความรู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยว ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นภาพเหมือนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 24 มิถุนายน 2547 17:55 น.