LEONARDO



ลายนิ้วมือนิ้วชี้ดานซ้ายของดาววินชี ที่นักมานุษยวิทยาอิตาลีระบุว่า ลักษณะลายนิ้วมือเช่นนี้เหมือนกับประชากร 60% ของตะวันออกกลาง ทำให้เชื่อว่าดาวินชีมีเชื้อสายอาหรับ

เอเจนซี/เอพี – นักมานุษยวิทยาอิตาลีแกะรอยลาย นิ้วมือตามผลงานต่างๆ ลีโอนาร์โด ดาวินชี ปะติดปะต่อจนสามารถสร้างลายนิ้วมือชี้ด้านซ้ายขึ้นมา โดยหวังว่าลายนิ้วมือดังกล่าวจะช่วยให้ได้ข้อมูลด้านต่างๆ ของอัจฉริยะแห่งยุคเรอเนซองส์เพิ่มเติมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมระหว่างทำงานที่ชอบทำไปกินไป รวมถึงภูมิหลังของมารดาที่มาจากตะวันออกกลาง

ลุยอิจิ คาพาสโซ (Luigi Capasso) นักมานุษยวิทยาและผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยชิเอตี (Anthropology Research Institute at Chieti University) ในอิตาลี เผยผลงานการจำลองลายนิ้วมือของลีโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci) ที่ศึกษาวิจัยมานาน 3 ปี ทำให้สามารถระบุได้ชัดเจนว่าผลงานชิ้นไหนเป็นของดาวินชีอย่างแท้จริง รวมถึงผลงานบางชิ้นที่ยังมีการถกเถียงกันอยู่ เพียงแค่นำมาเทียบลายนิ้วมือที่จำลองขึ้น

กระบวนการสร้างลายนิ้วมือจำลองขึ้นมานี้ ทีมงานของคาพาสโซต้องศึกษาภาพถ่ายส่วนต่างๆ ของลายนิ้วมือถึง 200 ชิ้น จากกระดาษที่ดาวินชีเคยถือ 52 แผ่น หลังจากสร้างลายนิ้วมือจำลองขึ้นมาได้ ทำให้รู้จักโลกของดาวินชี และมองเห็นไปถึงอนาคต โดยสามารถเข้าใจว่าศิลปินผู้โด่งดังมีลักษณะอย่างไร ด้วยข้อมูลทางชีววิทยา

ทีมวิจัยระบุว่า ดาวินชีมักจะกินไปทำงานไป เพราะร่องรอยลายนิ้วมือที่ทิ้งไว้ตามกระดาษต่างๆ มีทั้งน้ำลาย เลือด และอาหารปะปนอยู่ด้วย

ที่น่าสนใจคือ แค่เพียงลายนิ้วมือก็ทำให้ล่วงรู้ได้ว่าเขามีเชื้อสายอาหรับผสมอยู่ โดยคาพาสโซอธิบายว่า ลักษณะปลายนิ้วของดาวินชีที่ปรากฏนั้น พบในชาวอาหรับ 60% จึงสันนิษฐานได้ว่ามารดาของดาวินชีน่าจะมีต้นกำเนิดอยู่แถวๆ ตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดีการระบุชาติพันธุ์ด้วยการพิสูจน์ลายนิ้วมือนั้น ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญเท่าใดนัก

ไซมอน โคล (Simon Cole) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านอาชญวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเออร์วีน (University of California at Irvine) อธิบายว่า ในทางวิทยาศาสตร์ได้เก็บสถิติลักษณะทางเชื้อชาติเพื่อบ่งชี้ที่มาของแต่ละ บุคคล แต่การระบุว่าใครคนหนึ่งมีเชื้อสายอะไรบ้าง ไม่สามารถใช้ลายนิ้วมือจากนิ้วเดียวอธิบายได้

ทั้งนี้ แนวคิดเรื่องมารดาของดาวินชีที่ว่ามาจากตะวันออกกลางนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า เธอมาจากทัสคานีและถูกขายเป็นทาสที่คอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือกรุงอิสตันบูล ตุรกี) ซึ่งอเลสซานโดร เวซซอซี (Alessandro Vezzosi) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องของดาวินชี ระบุว่า สิ่งที่บอกออกมาจากลายนิ้วนือนั้นสอดคล้องกับผลงานวิจัยอื่นๆ ที่ชี้ว่ามารดาของดาวินชีไม่ใช่ชาวชนบทในเมืองวินชี อิตาลี

ทว่าเวซซอซีก็ยังไม่อยากให้คาพาสโซฟันธงไปว่ามารดาของดาวินชีเป็น ทาสที่ถูกขายมาจากตะวันออกกลาง จนกว่าจะพบหลักฐานการซื้อขาย พร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “คาเทอรินา” (Caterina) อันเป็นชื่อของเธอนั้น เป็นชื่อที่ใช้ทั่วไปในหมู่ทาสที่ทัสคานี แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับเธอที่ชัดเจน

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายรายระบุว่า ลายนิ้วมือที่หลงเหลืออยู่บนกระดาษผลงาน อาจจะเป็นของใครต่อใครอีกหลายคนที่ได้จับต่อๆ กันมา แต่ที่คาพาสโซมั่นใจว่า เป็นของดาวินชีนั้น ก็เพราะร่องรอยการลบหมึกในบางช่วงที่เชื่อว่าเพราะดาวินชีเขียนผิดและต้อง การแก้ไข

ข้อมูลทางชีวภาพของดาวินชีส่วนใหญ่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ศิลปินอัจฉริยะผู้นี้ใช้มือซ้ายวาดภาพ หรือช่วยสร้างผลงานด้วย ที่สำคัญเขาทำงานไปกินไป และยังทำงานระหว่างเดินทางอีกด้วย เพราะนิ้วมือของเขาค่อนข้างสกปรก บางครั้งก็มีเศษอาหารติดมา

ทว่าพฤติกรรมแบบนี้ของดาวินชีนั้น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องศิลปินเอกของโลกก็ไม่อยากจะปักใจเชื่อ อย่าง คาร์โล เวคเค (Carlo Vecce) ศาสตราจารย์อักษรศาสตร์อิตาเลียน มหาวิทยาลัยเนเปิลส์ (Naples' University) แม้จะยอมรับว่าการศึกษาลายนิ้วมือของดาวินชีนั้นน่าสนใจ แต่ก็ไม่น่าจะระบุลักษณะต่างๆ ของเขาระหว่างสร้างผลงานได้ และเชื่อว่าข้อมูลที่ได้จากลายนิ้วมือก็ไม่น่าจะมากไปกว่าข้อมูลเดิมๆ ที่มีอยู่

ลีโอนาร์โด ดาวินชี มีชีวิตอยู่เมื่อ 600 ปีก่อนในยุคสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา แม้จะทุกคนจะยกให้เป็นศิลปินเอกของโลก ด้วยผลงานภาพวาดอย่าง โมนาลิซา และเดอะลาสต์ ซัปเปอร์ แต่เขาก็ยังมีความเชี่ยวชาญในด้านอื่นๆ อีกไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก วิศวกร นักคณิตศาสตร์ นักประพันธ์เพลง นักประดิษฐ์ จนได้รับฉายาว่าเป็น “เรอเนซองส์แมน” (Renaissance man) บุรุษผู้เป็นแบบอย่างแห่งยุค ซึ่งทำให้ทั้งเรื่องราวชีวิตความเป็นตัวตนของดาวินชี และผลงานต่างๆ ได้รับความสนใจค้นหาที่มาที่ไปจนถึงปัจจุบัน


ลายนิ้วมือบางชิ้นก็มีร่องรอยของอาหาร น้ำลาย และเหงื่อ ทำให้สามารถศึกษาพฤติกรรมระหว่างทำงานของศิลปินเอกของโลกผู้นี้

จาก ผู้จัดการออนไลน์
ภาพทัศนมิติ เชิงอากาศของ ลีโอนาร์โด
ศ. อัศนีย์ ชูอรุณ เขียน ต่วยตูนพิเศษ


การเขียนภาพให้ดุมีระยะ ความลึกด้วยการใช้เส้นหรือที่เรียกว่า "ทัศนมิติเส้น" เป็นวิธีที่มีใช้กันมานานก่อนสมัยของลีโอนาร์โด แต่การเขียนภาพให้ดูมีระยะความลึกด้วยการแสดงผลทางบรรยากาศ คงเพิ่งมีใช้ในสมัยของลีโอนาร์โด เรียกกันว่า "ทัศนมิติเชิงอากาศ"

ทัศนมิติเชิงอากาศ เป็นศัพท์บัญญัติของราชบัญฑิตยสถาน มาจาก คำ aerial perspective (แอเรีียล เพอสะเพคทีฟ) หมายถึง ภาพที่ดูเหมือนกับมองผ่านปริมาณอากาศ ทำให้สีของสิ่งที่อยู่ระยะไกลดุมีสีจางไปเป็นลำดับ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้นในอากาศ ปรากฏการณ์แบบนี้ทำให้สีและเส้นรอบนอกของสิ่งที่อยู่ระยะไกล ในภาพทิวทัศน์ มีความชัดเจน น้อยกว่า ที่สิ่งที่อยุ่ระยะไกล้ ทำให้มีดุมีระยะความลึก


การเขียนภาพทิวทัศน์ ที่ใช้ผลทางบรรยากาศ ทำให้ดูมีระยะความลึก เขาใช้วิธีที่ถูกใจใน ลีโอนาร์โด มาก พบว่าเขาใช้วิธีนี้ในการเขียนภาพทิวทัศน์เป็นประจำ โดยใช้มาตั้งแต่สมัยที่ฝึกงานเขียนภาพอยู่กับ แวร์รอกคีโอ ดังจะเห็็นได้จากภาพ "พิธีบัปติสมาพระเยซูคริสต์" (Baptism of Christ)

ความจริงแล้ว ภาพพิธี บัปติสมา พระเยซูคริสต์ ขึ้นดังกล่าว เป็นผลงานของครูแวร์รอคคีโอ แต่ครูเห็นว่า ศิษย์หนุ่ม ลีโอนาร์โด มีฝีมือใช้ได้ จึงให้มาร่วมเขียนในส่วนประกอบของภาพด้วย ผู้เชี่ยวชาญศิลปะลงความเห็นกันว่าส่วนของภาพนี้ที่ลีโอนาร์โด เขียน ก็คือ รูปเทวทูต ทั้งสององค์ทางด้านซ้าย กับภาพทิวทัศน์เหนือรูปเทวพูต นั้น ทั้งนี้เพราะมีฝีมือแตกต่างกับ ของครู แวร์รอกคีโอ เป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพทิวทัศน์ที่ฉากหลัง ไม่เคยมีปรากฏในผลงานชิ้นใดของแวร์รอคคีโอมาก่อน ทิวทัศน์ที่เขียนด้วยน้ำหนักอ่อนแก่ ของสีเป็นหลัก ส่วนที่อยู่ไกลออกไปสีจะมีน้ำหนักอ่อนกว่าส่วนที่อยุ่ไกล้ อีกทั้งเส้นต่าง ๆ ในส่วนที่อยู่ไกลก็ไม่ชัดเจนอย่างส่วนที่อยู่ใกล้ด้้วย นี่แหละคือ ภาพที่แสดงระยะความลึกในแบบทัศนมิติเชิงอากาศ อย่างมิต้องสงสัยเลย

สำหรับลีโอนาร์โด แล้ว การเขียนภาพแบบทศนมิติเชิงอากาศ มิใช่เพียงแต่การสร้างระยะความลึกในภาพเขียนด้้วยการไล่ระดับความมืด และความสว่างของสีเท่านั้น หากแต่เขามีคามคิดเห็นเกี่ยวกับอากาศในธรรมชาติ เป็นกลุ่มมวลของอนุภาคเล็ก ๆ ที่แทบจะสัมผัสจับต้องได้ด้วยกาย อนุภาคเหล่านี้ลอยตัวแทรกกลางระหว่างนัยน์ตา ของเรา กับสิ่งต่าง ๆ ที่เรามองเห็นอยุ่ ห้วงมหาสมุทรอากาศอันโปร่งใส ที่กั้นกลางลักษณะเช่นนี้ มีอยู่ในทุกสิ่งและทุกที่มันจะช่วยห่อหุ้ม ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน เป็นบรรยากาศที่มีความชื้นและแสงเงาอยู่ด้วย ทำให้รวมทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน และ สัมพันธุ์กัน นั่นก็คือ ทำให้สิ่งที่อยู่ระยะหน้ากับที่อยู่ ระยะหลังมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันนั่นเอง นับว่าเขาให้ความสำคัญกับบริเวณว่างแห่งอากาศ ในระหว่างรูปสิ่งต่าง ๆ ในภาพด้วยเป็นอันมาก

ลีโอนาร์โด ใช้เวลาหลายปีในช่วงชีวิตของเขา สนุกไปกับการศึกษา เกี่ยวกับบรรยากาศในทิวทัศน์ธรรมชาติเขาได้จดบันทึกเรื่องเหล่านี้ไว้ในบันทึกส่วนตัวเอาไว้หลายหน้าและ ได้แสวงหาวิถีทางที่จะสร้างระยะคามลึกลวงตา ในภาพเขียนของเขา ให้ได้ผลเต็มที่

ซึ่งลีโอนาร์โด เขียนขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2015 (ค.ศ. 1473) ขณะมีอายุราว 20 ปี ภาพนี้ เกี่ยวข้องกับเรื่องทัศนมิติเชิงอากาศ มาตั้งแต่เริ่มจับงานวิชาชีพจิตรกรรม


ต่อมาราว ค.ศ. 1483 เมื่อเลโอนาร์์โด มีอายุราว 31 ปี เขาได้ เขียนภาพทิวทัศน์แบบทัศนมิติเชิงอากาศ ลงในฉากหลังของภาพ "พระแม่มารีถ้ำ หินผา (Madonna of the rocks) อย่างเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง เป็นภาพทิวทัศน์จากภายในถ้ำ มองเห็นหินผา ในระยะต่าง ๆ ห่างออกไปจนไกล ค่าน้ำหนักของสีหินในระยะต่าง ๆ กลืนเข้าหากันทำให้หินผาในระยะไกลดูเลือนลาง เหมือนมองผ่านม่านหมอกในยามเช้าที่อากาศชื้น การใช้วิธีทัศนมิติเชิงอากาศ ในภาพนี้ ช่วยให้ภาพดูโปร่งขึ้น ลดความอึดอัดได้มากทีเดียว นับเป็นตัวอย่างภาพทัศนมิติเชิงอากาศที่ชัดเจนดี ภาพหนึ่งของลีโอนาร์โด


ตัวอย่างภาพ ทัศนมิติเชิงอากาศ ที่ชัดเจนมากอีกภาพหนึ่ง ของลีโอนาร์โด ได้แก่ ภาพทิวทัศน์ที่ฉากหลัง "พระแม่มารีและพระบุตรกับเซนต์แอนน์" (Virgin send Child with st.Anne) เขาเขียนไว้ราว ค.ศ. 1500 ขณะมีอายุราว 48 ปี เป็นภาพทิวทัศน์เขามุมกว้างที่มองจากที่สูง แลเห็นยอดเขาน้อยใหญ่อยุ่ลดหลั่นกันไป จนลับหายกลืนไปกับสีของท้องฟ้าและผืนน้ำ นอกจากเราจะรู้สึกได้ว่าเป็นทิวทัศน์ที่มีระยะความลึกกว้างไกลและมีอากาศห่อหุ้มโดยทั่วไปหมด ดูรู้สึกถึงความหนาวเหน็บ เหมือนอยุ่แถบขั้วโลกได้้ด้วย นับเป็นภาพทัศนมิติเชิงอากาศที่ชัดเจนดี อย่างไม่เคยมีใครทำเช่นนี้มาก่อน


ตัวอย่างภาพทัศนมิติเชิงอากาศ ที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งของลีโอนาร์โด น่าจะเป็นฉากหลังของ "โมนาลิซา" เขาเขียนขึ้นราว ปี ค.ศ. 1508 ขณะมีอายุราว 51 ปี เป็นภาพที่แสดงระยะความลึกไกล และบรรยากาศยามหมอกลงจัดได้น่าชมมาก แสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในระหว่างส่วนท้องฟ้า ภูเขา และผืนน้ำ กลืนหายเข้าหากัน จึงมองเห็นขัดข้างเลือนรางบ้าง ผู้ชมภาพนี้ จึงสามารถใช้จิตนาการส่วนตัวได้มากกว่าธรรมดา

วัลเทอร์ เพเทอร์(Watter pater) ผุ้ศึกษาวิจัยภาพโมนาลิซา ได้เขียนถึง ฉากหลังที่เป็นภาพทัศนมติเชิงอากาศ นี้ว่า "มันเป็นความงามที่ซึมซาบ เข้าในจิตวิญญาณของผู้ชม ทำให้เกิดความปีติยินดี" ดังนั้น ถ้าจะถือว่านี่คือตัวอย่างภาพทัศนมิติเชิงอากาศ ที่ดี ที่สุดอของลีโอนาร์์โด ก็คงไม่ผิด



ถึงแม้ว่า ศิลปิน วัย 51 ปี ลีโอนาร์โด จะประสบความสำเร็จยอดเยี่ยม ในการเขียนทิวทัศน์แบบทัศนมิติเชิงอากาศ แล้ว แต่เขายังศึกษาจากธรรมชาติตลอดเวลา เขาก็จะวาดภาพไว้เป็นผลงานศึกษา และได้ทำไว้จำนวนมาก อย่างเช่น ภาพวาดศึกษาที่นำมาคือภาพวากทิวทัศน์ วาดเมื่อ ค.ศ. 1511 เขามีอายุเมื่อ 59 ปี เป็นภาพวาดสีแดงเรื่อ และวาดเน้นส่วนที่สว่างจัดด้วยสีขาว ขนาดภาพ 10 x 15 ซม. ปัจจุบันอยุ่ในห้องสะสมศิลปกรมหลวง (Royal collection) ประเทศอังกฤษ

ภาพวาดศึกษาทิวเขา ที่อยู่ในปราสาทวินด์เซอ์ชิ้นนี้ ลีโอนาร์โด คงจะวาดศึกษาทิวเขาแอลพ์ในประเทศอิตาลี เป็นแนน่ แสดงให้เห็นถึงว่า เขามีความสนใจในเรื่องระยะความลึกของภาพในเชิงบรรยากาศมาก เขามีความเห็นว่า อากาศที่อยุ่ใกล้พื้นดินมีคามหนาทึบมาก ขณะที่ "อากาศ ส่วนที่อยู่สุงขึ้นไป ความหนาทึบจะเบาบางคง และยิ่งสูงขึ้นไปอีก จะยิ่งใสมากขึ้นเรื่อย ๆ " เขาจึงบันทึกเป็นหลักการในการเขียนภาพ ไว้ว่า "เพราะฉะนั้น เพื่อนจิตรกร เมื่อท่านเขียนรูปภาพภูเขา ท่านก็จะเห็นท่านเขียนรูปภาพภูเขา ท่านจะเห็นว่าเชิงเขา มีสีจางกว่าที่ยอดเขาเสมอ และเมื่อยอดเขาสุงมากขึ้น ก็จะยิ่งเผยรูปร่างและสีที่แท้จริงของมันให้เห็น ชัดเจนขึ้น"

ดังนั้น ผลงาน "ภาพทัศนมิติเชิงอากาศของลีโอนาร์โด" จึงมีคุณค่าและน่าศึกษา เป็นอย่างยิ่ง

แหล่งข้อมูล Time-Life Library of Art. The World of Leonardo.B.V. :Time-Life international (Neterland) 1976.
ในการเดินทางออกไปนอกระบบสุริยะสู่ดาวเคราะห์ต่างถิ่น โดยยานสำรวจสองลำที่ปล่อยไป
จากโลกจะค้นหาชีวิตต่างดาวได้เริ่มขึ้นแล้ว ปี 2014 เป็นปีมหัศจรรย์ที่ยานแสวงหาดาว
เคราะห์ไฟน์เดอร์ (Finder) ขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งภารกิจของมันคือหาดาวเคราะห์ที่มีลักษณะ
คล้ายโลกจำนวน 500 ดวง

ความท้าทายทางเทคโนโลยีของภารกิจนี้จะใช้เวลาหลายสิบปีกว่า จะเสร็จสมบูรณ์หรือไม่ ทำ
ให้นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำและวิศวกรสร้างภารกิจจำลองสู่ดาร์วิน 4 ดาวเคราะห์ดวงที่ 4 ในระ
บบไบนารี่ (Binary system) ชื่อ "ดาร์วิน" พวกเขาได้รวบรวมทีมนักวิทยาศาสตร์เพื่อรับ
รองว่ากฎฟิสิกซ์และเคมีมีอยู่ครบในแบบจำลองนั้น

ภารกิจ "ดาร์วิน " การเดินทางโดยไร้มนุษย์ไปค้นหาชีวิตที่ไกลจากระบบสุริยะของเรา โดย
ยาน "วอน บรอน" (Von Braun) ออกจากวงโคจรโลกไปยังดาวเคราะห์ห่างไป 6.5 ปีแสง
วอน บรอน มีขนาดเท่ากับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ TAC และเดินทาง 37,000 ไมล์ต่อวินาที การ
เดินทางไปดาร์วิน 4 จะใช้เวลา 42 ปี ยานวอน บรอน มีเกราะส่วนหน้าที่ทำจากโลหะไว้ป้อง
กันยานเป็นรอยเพราะการปะทะกับขยะอวกาศที่เจอในระหว่างการเดินทาง ข้อความดิจิตอล
จะถูกส่งผ่านลำแสงเลเซอร์ แต่ขีดจำกัดของเวลาและพื้นที่ทำให้การสื่อสารระยะไกลมีปัญหา
ทำให้การส่งสัญญาณจาก วอน บรอน กลับโลกยังใช้เวลาถึงหกปีครึ่ง ดังนั้น ยานวอน บรอน
จะปฎิบัติภารกิจตามโปรมแกรมที่ได้ติดตั้งไว้

เมื่อยานอวกาศวอน บรอน ถึงชั้นบรรยากาศของดาวดาร์วิน 4 แล้ว ภารกิจแรกของวอน บรอน
คือการปล่อยยาน “ดาร์วิน รีคอนเนสแซนซ์ ออร์บิเตอร์” (the Darwin Reconnaissance
Orbiter) หรือ “DRO” ซึ่งหน้าที่ของมันคือการตรวจสอบอากาศ มองหาภูมิประเทศและ
สิ่งมีชีวิต DRO จะสร้างแผนที่ทั้งหมดของดาวเคราะห์และจะโคจรรอบดาวเคราะห์ ทำให้
เราได้รายละเอียดของภูมิประเทศ ภาพจะถูกเก็บผ่านกล้องของ DRO จากภาพเผยให้เห็นถึง
สันเขาขนาดใหญ่และทุ่งกว้าง ดาร์วิน 4 ไม่มีมหาสมุทรมีเพียงทะเลสีฟ้าเล็กๆ วอน บรอน ส่ง
ยานอีกหนึ่งลำขนาดเท่ารถดั้มพ์ชื่อ บัลโบ (Balboa) เข้าสู่น่านฟ้าของดาร์วินในฐานะทูตคน
แรกของเราสู่ดาวเคราะห์ที่ไม่รู้จัก

นอกจากนั้น ยานวอน บรอน ยังมียานสำรวจอีกสองลำ คือยานสำรวจ “ลีโอนาร์โด ดาร์วินชี่”
หรือ “ลีโอ” (Leo) และยานแฝดอีกลำชื่อ “ไอแซค นิวตั้น” หรือ “ไอค์” (Ike) ทำหน้าที่เข้า
สู่ชั้นบรรยากาศเหมือนที่กระสวยอวกาศทำบนโลก การลงจอดขั้นสุดท้ายเป็นรูปแบบตัวเอส (S)
เพื่อเผาผลาญความเร็วส่วนเกินก่อนลงจอด อุณหภูมิบนพื้นผิว 70 องศาฟาเรนไฮท์ ลีโอจะเป็น
ลำแรกที่ลงจอดและโผล่ออกจากยาน หัวที่เหมือนนกของลีโอ อัดแน่นไปด้วยเซนเซอร์ ขับเคลื่อน
ด้วยโปรโตคอลที่ฝังอยู่ในซอฟแวร์ ลีโอยืนยันว่าการลงจอดของไอค์เป็นไปด้วยดีและส่งรายงาน
ไปยังวอน บรอน ข่าวที่ ลีโอ และ ไอค์ ลงจอดแล้ว จะถูกส่งกลับมายังโลกเช่นกัน

รูปแบบชีวิตบนดาร์วิน มีหลายขนาดและบางชนิดเป็นอันตราย บนดาร์วิน 4 นักชีวดาราศาสตร์
บางคนทำนายว่ารูปแบบชีวิตต่างดาวที่เราเจอคือจุลชีพ ดาร์วิน 4 มีหลากขนาดและหลายโฉม
หน้า รูปแบบชีวิตนี้ขนาดเท่ากับทีเร็กซ์ (T-Rex) แต่แทนที่มันจะคำราม มันกลับกำลังส่งคลื่น
โซน่าร์ เขตสังหารของนักล่าจอมพลังบนดาร์วิน 4 นักล่าต่างดาวที่จัดการเหยื่อด้วยโซน่าร์ การ
ไล่ล่าความเร็วสูงเริ่มขึ้นบนดาร์วิน 4 และในยามค่ำคืน รูปแบบชีวิตต่างดาวจะเรืองแสง สายตา
ของมันอาจวิวัฒนาการน้อยกว่าสัตว์ใหญ่บนโลก ดังนั้นการใช้โซน่าร์จึงช่วยมองหาวัตถุรอบตัว
เช่นลีโอและไอค์ได้แม่นยำกว่า ค่ำคืนบนดาร์วิน 4 แสงเรืองกระจายกันอยู่บนพื้นผิวราวกับไฟ
ประดับต่างดาว อาจเป็นรูปหนึ่งของการสื่อสารบนดาร์วิน 4

รูปแบบชีวิตขนาดใหญ่ที่ถ่ายโดยไอค์และลีโอได้รับการประเมินโดย วอน บรอน คอมพิวเตอร์ของ
มันปรับเปลี่ยนโปรแกรมครั้งสำคัญให้ยานทั้งสอง พวกมันถูกสั่งให้แยกกัน ลีโอจะออกไปตามหา
สัตว์ใหญ่บนดาร์วิน ขณะที่ไอค์สำรวจระบบนิเวศน์และรูปแบบชีวิตที่เหมือนพืช ซึ่งก็ป่าที่โดดเดี่ยว
ขนาดเล็ก พื้นป่าปกคลุมด้วยพืชกลมเหนียว กึ่งฟองน้ำกึ่งไวรัส เชื้อราขนาดยักษ์ที่เรียกว่า “ดาร์วิน
โทเมโต้” (Darwin tomatoes) ผุดขึ้นจากดิน มีทรังคซัคเกอร์ (Trunksuckers) เกาะห้อย
อยู่กับต้นไม้เพื่อดูดกินชั้นที่อุดมด้วยสารอาหารใต้เปลือกแข็งหนา ส่วนสัตว์ประจำดาร์วิน 4 มี
วิวัฒนาการด้านสังคม สัตว์พวกนี้มีปฏิสัมพันธ์กันด้วยวิธีซับซ้อนหลายแบบ ทั้งการจัดลำดับภาย
ในฝูง เพศผู้ต่อสู้เพื่อเพศเมีย เหมือนที่พบในสัตว์ที่รวมฝูงบนโลก

ท่ามกลางเซเรนเกติต่างดาว เราพบว่าบนดาวเคราะห์ดวงอื่น จะวิวัฒนาการตามเส้นทางที่แตก
ต่างจากชีวิตบนโลก เวลาเราดูดาร์วิน 4 และสิ่งมีชีวิต จากนั้นเรามองที่โลกและเห็นสัตว์เช่น
ไทรันนอซอรัส เร็กซ์ เราค้นพบเส้นทางวิวัฒนาการสองเส้นที่ต่างกัน เริ่มจากวัตถุดิบที่แตกต่าง
ภายในสถานการณ์คล้ายคลึง สุดท้ายเราเจอสิ่งมีชีวิตสองอย่างที่เหมือนกัน

ช่องว่างระหว่างนิยายวิทยาศาสตร์และความจริงกำลังจะใกล้กันเข้ามา ข้อเท็จจริงทาง
วิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจเท่านิยาย และใกล้เคียงกันมากขึ้นเมื่อเราแสวงหาชีวิตต่อไป

ติดตามชม การเดินทางนอกระบบสุริยะสู่ดาวเคราะห์ต่างถิ่นเพื่อค้นหาดาวดวงใหม่ที่คล้ายโลก
ได้ในรายการสำรวจโลก ออกอากาศวันที่ 16 - 19 ตุลาคม 2549 เวลา 19.10 - 19.30 น.
ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5

www.nextstep.co.th
ห้ามพลาด!