ANIMAL

บรรพบุรุษของช้าง กำเนิดเมื่อ ยุคอีโอซีน ประมาณ 70 ล้านปีมาแล้วครับ

http://www.nrru.ac.th/web/museum/images/Moeritherium.gif ชื่อว่า โมริเธอเรียม (Moeritherium)  ตั้งชื่อตามทะเลสาบโมริส (Moeris)  ในประเทศอียิปต์ พบฟอสซิลครั้งแรกใน ค.ศ. 1940-1941
http://www.edu.amsterdam.nl/flevopark/Geschiedenis/geschiedenis%20aarde/phiomia.gifยุคเดียวกัน มีอีก 2 ตระกูลคือ พาเลโอแมสโทดอน กับ ฟิโอเมีย จากหลักฐานพบว่า แตกต่างจาก เจ้าโมริเธอเรียม ก็คือ ขนาดใหญ่ พอ ๆ กับ ช้างแอฟริกาในปัจจุบัน
http://allatvilag.eblap.hu/palaeomastodon.gif
ไดโนเธอเรส พบฟอสซิลใน เยอรมัน มีการจำแนกแยกเป็นสองชนิด คือ พันธุ์เล็ก เรียกว่า ไดโนเธอเรียม บาวาคัม ส่วนพันธุ์ที่ใหญ่เรียกว่า ไดโนเธอเรียม ไจแกนเทียม ขนาดพอ ๆ กับ ช้างแอฟริกาในปัจจุบัน

http://www.crystalinks.com/dinotherium.jpg

สเตโกดอน มีวิวัฒนาการแยกเป็นสองสาย คือ โลโซดอนทา แอฟริกานา คือ ช้าง แอฟริกาในปัจจุบัน ส่วนอีกสาย คือ เอเลแฟส แมกซิมัส ก็คือ ช้างเอเชีย นั่นเองครับ
http://www10.ocn.ne.jp/~koubouff/kougazou.jpgฟอสซิล เจ้า สเตโกดอน

อย่างย่อ ไปดู เต็ม ๆ ที่เวปผมครับ http://nature-life.boxchart.com/animal/elephant.htm

เอาเป็นว่าเปลี่ยนบรรยากาศ กับสงครามครูเสด นิดหน่อย หวังว่าทุกคนคงชอบช้าง กัน เมื่อไม่นานมานี้ก็ไปเที่ยวการแสดงช้าง ก็พาสาว ๆ นักเรียนญี่ปุ่นไปเที่ยวมา เห็นสนุกกันยกใหญ่ แต่ก็สนุกดีครับ แม้ว่าจะเคยดูมาแล้ว แต่ยังติดใจไม่หาย ครับ ช้างน่ารักดีครับ ดูจากสายตาของมันใกล้ ๆ เป็นแล้ว ก็ ถือได้ว่า ช้าง นี่ใคร ๆ เห็นแล้วก็ชอบกันทั้งนั้นแหละ ครับ

ช้าง เต้นรำ กับตอนช้างเล่น ฟุตบอล

เหล่าสาวญ๊่ปุ่น 5 สาว 5 แบบ อันที่จริงมี 6 คน เอามาเป็นน้ำจิ้มเล้กน้อย



edit @ 2006/03/31 11:10:30
ความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์ ที่ว่า มันเกิดมาจากไหน สันติฐานมาจากการพบฟอสซิลของไดโนเสาร์ และส่วนต่าง ๆ ที่มีลักษณะ คล้ายกับมังกร

มังกรตามความเชื่อของคนโบราณ จึงเป็นที่รู้จักกันในนามไดโนเสาร์ แต่ความเชื่อเรื่องมังกรก็ยัง ไม่หมดไป ฟิวส์เดินทางไปยังเบอร์ลินประเทศเยอรมนี เขาเริ่มจากพิพิธภัณฑ์ฮัมโบร ที่นี่เองมี ฟอสซิลของ อาร์เคอ๊อกเทอรีส นกดึกดำบรรพ์ในยุคจูราสสิก บรรพบุรุษของสัตว์จำพวกนก

ถ้าพบกแต่โครงกระดูกของสัตว์ดึกดำบรรพ์เราก็อาจคิดว่ามันคือไดโนเสาร์ธรรมดา แต่เมื่อ อาร์เคอ๊อกเทอรีส มีปีกและขนเหมือนนกปกคลุมอยู่ทุกตัว มันก็น่าจะบินได้ แต่ก็ใช่ว่า อาร์เคอ๊อกเทอรีส จะเหมือนมังกรไปเสียทุกอย่าง ส่วน สัตว์ตระกูล เทโรซอร์จะมีความแตกต่างไปนิดคือมีปีกกว้าง 40 ฟุต นอกจากนี้ยังมีอุ้งมือขนาดใหญ่ มีขากรรไกรที่ยาวมาก และมีฟันขนาดใหญ่ ไดโนเสาร์ตระกูลนี้จึงน่าจะใกล้เคียงกับมังกรมากที่สุด

สเตกอร์ซอรัส เป็นไดโนเสาร์ที่มีแผงหลังขนาดใหญ่ แต่มีส่วนหัวเล็ก ที่หลังมีกระดูกเรียงกันเป็นแถว และมีขนาดลำตัวยาวถึง 9 เมตร สเตกอซอรัสเป็นไดโนเสาร์กินพืช แต่ประโยชน์ที่แท้จริงของแผงหลังก็ยังคงเป็นปริศนา มีการคาดเดาไปต่าง ๆ นา ๆ ไม่ว่าจะควบคุมอุณหภูมิร่างกาย หรือใช้ป้องกันตัวเอง หรือแม้กระทั่งเพื่อความสวยงาม แต่รูปร่างของสเตกอซอรัส

คริทอซอรัส อาศัยลึกเข้าไปในป่าบนเนินเขา ฟอสซิล ของโคริทอซอรัส ยังมีสภาพสมบูรณ์ ทำให้เราเห็นรูปร่างหน้าตาได้ชัดเจน เมื่อสังเกตตัวอย่างชองฟอสซิล สามารถเห็นได้แม้แต่ริ้วรอยตามผิวหนัง


มังกรอาจมีน้ำหนักตัวเบาเหมือนกับไดโนเสาร์กินพืชหลายชนิด ที่ร่างกายเต็มไปด้วยอากาศก็ได้ ทำให้มันบินขึ้นจากพื้น ทำให้ไม่ต้องใช้แรงมากเหมือนที่คิดกัน ถ้ามังกรมีปีกขนาดใหญ่เหมือนเทโรซอร์ และมีกระดูกกลวง ก็บินได้เหมือนกัน

ชาวมายา ก็มีเรื่องเล่า ตามตำนานโบราณได้ว่ารูปร่างของมังกรเอาไว้ ว่า เป็นสัตว์ที่บินลงมาจากฟากฟ้า ลำตัวเป็นสีเขียวเปล่งประกาย ส่วนหัวดูน่ากลัว มีกรามคล้ายกับจระเข้ นกท้องถิ่นในป่าเม็กซิโก จะเป็นที่มาของมังกร ตามความเชื่อของชาวมายา

เม็กซิโกไม่เพียงแต่เป็นแหล่งความเชื่อเรื่องมังกรมนยุคหินเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งความเชื่อเรื่องสัตว์ประหลาดอีกด้วย

คาบสมุทร ยูคาทาล ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดที่อุกกาบาทนอกโลกพุ่งชน เมื่อ 65 ล้านปีก่อน อุกกาบาทขนาดมหึมาที่พุ่งชนโลก ได้ทำลายล้างสิ่งมีชีวิตไปมากกว่าครึ่ง นักโบราณคดีพบว่า มีไดโดนเสาร์หลายชนิดรอดชีวิตมาได้ และอยู่อีกต่อมาอย่างน้อย 200,000 ปี จนสิ้นสุดยุค ครีเตเชียส

ถ้ามังกรพ่นไฟ
ถ้ามังกรพ่นไฟมีอยู่จริง พวกมันจะทำอย่างงั้นได้หรือไม่ ตามหลักวิทยาศาสตร์ มังกรอาจมีลมหายใจที่พ่นไฟได้จริง ตามทฤษฏีถ้าร่างกายของมังกร ผลิตฟอสฟอรัส หรือ โพแตสเซียมได้ และไปทำปฏิกิริยากับมีเทน และออกซิเจนในร่างกาย มันก็จะสร้างลูกไฟได้ ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ในที่สุดมังกรในจินตนาการ ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

อันนี้เป็นอย่างย่อครับ
ส่วนเนือเรื่องทั้งหมด
http://thammachat.tripod.com/conviction/dragon.htm
เข้าไปอ่านได้ครับ
จากเวปของผมเอง ไม่ได้โพสมาหลายวัน ไม่ได้ไปไหนหรอกครับ มัวแต่วางกับดัก บนเวป หรือ หาพันธมิตรแลกลิงค์อยู่ครับ

ต่อเมกาโลดอน จากเรื่องที่แล้ว ยังตะลึงกับ โคตรเขี้ยวของมันอยู่ เลยไปหาข้อมูลมาเพิ่มครับ
ไปเจอจากเวปต่างประเทศข้อมูลน่าสนใจดีครับ แต่ขี้เกียจแปล เลยเอามาเฉพาะรูป

The image http://home.comcast.net/~amateursguide/megalodon.jpg cannot be displayed, because it contains errors.
ลองเทียบกับฉลมปัจจุบันกับคนดูครับ
The image http://www.ecranlarge.com/images/cinema/news/contenu/MEGALODONNEWS-1.jpg cannot be displayed, because it contains errors.
ไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์ก็ไม่เว้น
The image http://www.fossilien.de/seiten/haizaehne/megalodon_weisserhai.jpg cannot be displayed, because it contains errors.
ดูแล้ว กินช้างไปทั้งตัวได้สบายครับ
Carcharodon megalodon คือฉลามใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลก เชื่อว่าอาศัยอยู่ในยุค Miocene และ Pliocene (16 1.6 ล้านปีก่อน) หนังสือบางเล่มให้ข้อมูลว่า ฉลามชนิดนี้อยู่เรื่อยมาจนถึงเมื่อ 12,000 ปีก่อน ญาติสนิทของ Megalodon ที่หลงเหลือในปัจจุบันคือ ฉลามขาว (Great White Shark : อาศัยในน้ำเย็น ไม่พบในประเทศไทย)

ขนาดของฉลามยักษ์ยังไม่เป็นที่แน่ชัด เมื่อค.ศ.1909 American Museum of Nature History จัดทำปากจำลอง ก่อนคาดว่าฉลามอาจมีความยาวถึง 45 เมตร นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่บอกในภายหลังว่า น่าจะเป็นขนาดที่ใหญ่เกินไป แต่ยังไม่มีใครสามารถระบุได้แน่ชัด ปัจจุบัน เราเชื่อว่า Megalodon ยาว 20 - 25 เมตร น้ำหนัก 20 45 ตัน ปากอ้าได้กว้างประมาณ 3 เมตร

อาหารเป็นปลาวาฬ
ฉลามชนิดนี้กินวาฬและสัตว์ใหญ่เป็นอาหาร อาศัยอยู่ทั่วโลก โดยมีการค้นพบซากฟอสซิลทั้งในยุโรป แอฟริกา อเมริกา ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย) นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า Megalodon สูญพันธุ์เพราะภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง วาฬย้ายถิ่นหาอาหาร จากทะเลเขตร้อนเข้าสู่เขตหนาวใกล้ขั้วโลก ทำให้ฉลามยักษ์ไม่มีอาหารกิน หลายคนไม่ยอมรับข้อสัณนิษฐานดังกล่าว เพราะยังมีวาฬหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในเขตร้อน เช่น วาฬบรูด้า หรือแม้แต่ญาติของ Megalodon ปลาใหญ่สุดในโลกยุคปัจจุบัน - ฉลามวาฬ บางคนเชื่อว่าโคตรเขี้ยวยังคงมีชีวิตอยู่ ณ ที่หนึ่งในโลกสีคราม เพียงแต่เรายังไม่ค้นพบพวกเขา เหมือนกับที่เราคิดว่าปลาซีลาคานธ์สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อ 50 ล้านปีก่อน หรือฉลามกอปลินสูญพันธุ์เมื่อ 100 ล้านปีก่อน แต่ท้ายสุด...สัตว์เหล่านั้นยังดำรงอยู่ จนกลายเป็นที่มาของคำว่า Living Fossil (บทความตอนหนึ่งจาก ผู้จัดการออนไลน์