
สร้างขึ้นประมาณ ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล อัลคัสเน
แปลว่าสมบัติของชาวเบดูอินคิดว่าที่คือสานที่เก็บสมบัติของชาวอียิปต์ครับ
เป็นเหมือนกับท้องพระคลังนั่นเอง แต่บางทีมันอาจจะเป็นสุสานก็ได้ หรือไม่ก็เป็นวัด
แต่บางคนก็บอกว่า เหมือนปฏิทินขนาดใหญ่ครับ สำหรับรูปสลักที่อยู่ด้านบน
น่าจะเป็นไอซิส เทพธิดาของชาวอียิปต์ เป็นที่บูชาของชาว นาบาเชียน
มานานแล้วการที่วิหารแห่งนี้หันไปทางทิศตะวันออก เป็นทิศที่ดวงอาทิตย์ขึ้นเพราะว่า เป็นทิศที่เทพธิดาไอซิสประทับอยู่ครับ
และยังสื่อถึงการเกิดความมีชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ด้วย

เพตรา สร้างขึ้นมานานกว่า 2,000 ปีแล้ว
โดยฝีมือของชาวนาบาเชียน ในยุคที่ยังรุ่งเรือง เมืองมีอยู่ประมาณ 30,000 คน
ก็ได้ถูกทิ้งร้างไปประมาณ 1,000 ปีที่ผ่านมา ชาวนาบาเชียน เป็นพวกพ่อค้า ที่ควบคุมเส้นทางการค้าที่สำคัญ ทำให้พวก่เขาได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมเก่าแก่ที่ยิ่งใหญ่ของแคว้นต่าง
ๆ ทั้ง กรีก โรมัน และอียิปต์
หน้าผาพวกนี้ ดูมีชีวิตด้วยสีสันมากมายครับ
และกลิ่นอายของความตาย ที่หน้าผามีช่องเจาะและข้างในนั้น
จะบรรจุศพของผู้เคยอาศัยอยู่ที่นี่ ในสมัยที่ยังรุ่งเรืองครับ
สุสานรูปแท่งหินสูงเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึง
วัฒนธรรมของอียิปต์ครับ สำหรับชาวนาบาเชียน แท่งหินเหล่านี้เหมือนจิตวิญญาณของผู้ตายที่ฝังอยู่ในสุสาน
มีซุ้มโค้ง ขนาดใหญ่เหนือที่เก็บศพ และลวดลายบนหินคือ
คราบเขม่าสีดำที่อยู่มานาหลาย ศตวรรษแล้ว ตั้งแต่ที่ชาวเบดูอินอาศัยอยู่
ชนเผ่าเร่ร่อน น่าจะเคยอาศัยอยู่ที่นี่ครับ แล้วอพยพไป แล้ว ชาวเบดูอิน
ก็เก็บเอาสมบัติทุกชิ้นไปด้วย

สถานที่สำคัญของชาวนาบาเชียนป้อมปราการศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา
สถานที่สวดอ้อนวอนเทพเจ้า ดัชชารา หรือเทพเจ้าแห่งขุนเขา พวกเขาจะคุกเข่า
และมองไปที่แท่นบูชา ดัชชารา
่สูงขึ้นไปอีก ไปยังดินแดนเทพเจ้าแห่งขุนเขา
พบวิหาร เป็นสถานที่ประกอบพิธีแบ่งได้ออกเป็นสองส่วน
ส่วนที่ใช้ประกอบพิธีเกี่ยวกับการเกิด จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
และพิธีเกี่ยวกับการตายจะหันไปทางทิศตะวันตก และเป็นหารบูชาเทพเจ้าดัชชาราด้วย จากโลกที่สาบสูยของชาวนาบาเชียน
จากอนุสาวรีย์ที่พวกเขาสร้างขึ้น
จุดจบของเมืองเพตราเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ถูกยึดครองโดยโรมัน
ในปี 106 และไม่ได้เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าอีกต่อไป ต่อมา ก็ล่มสลายเมื่อเกิด
แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ถึง 2 ครั้ง
ที่ต่อมา เป็นศูนย์กลางของศาสนา ที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม
คือ ยิว คริสต์ และอิสลาม และเข้าใกล้
ไพเออร์รี่ ออฟไซออน ด้วย ตอนนี้มันเกี่ยวกันไปหมดเลยครับ
มาดาบา
ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของ จอร์แดน โบสถ์หลังนี้สร้างในปี 1890
ภายนอกดูเหมือนโบสถ์ทั่วไป แต่ภายในเก็บมรดกอันล้ำค่า แผนที่ที่เก่าแก่ที่สุดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์
ที่แสดงถึงที่ตั้งของชาวคริสต์ครับ มีเพียงบางชิ้นส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ แผนที่นี้แสดงถึง
อาณาเขตของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มาตั้งแต่ 1500 ปีที่แล้ว
ซึ่งเป็นยุคก่อนศาสนาอิสลาม และเป็นช่วงที่ศาสนาคริสต์ยังเฟื่องฟู

ภาพโมเสส
นี้สร้างขึ้นในช่วงปี 550 ใช้สำหรับเป็นพื้นของโบสถ์คริสต์ในยุคก่อน กว้างประมาณ 6
เมตร ยาว 24 เมตร

แผนที่นี้แสดงให้เราเห็นถึง
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างละเอียดมาก ๆ ครับ เห็นเมืองโบราณอย่าง เจอร์ริโค
สุดเลยทีเดียว มีภาพของกำแพงด้วย
และที่เห็นเป็นวงรี คือเส้นทางหลักของโรมันที่ตรงไปยังศูนย์กลางของเมือง อนุสาวรีย์ของศาสนาคริสต์นี่
คือโบสถ์ของสุสานอันศักดิ์สิทธิ์ หลังคารูปโดมสีเหลืองคือโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในตอนนั้น มีกรุงเบทเลเฮม

รู้ไหมอันนี้คืออะไร นี่คือ ไม้เท้าของโมเสส ที่่พระเจ้ามอบให้ เพื่อช่วยเหลือชาวอิสราเอลอพยพจากอียิปต์ที่ปรากฏใน เอ็กโซดัสในพระคัมภียร์ไบเบิล เดินทางตาม ทะเลเดดซี ไม่แน่ใจว่า โมเสสเสียชีวิตตรงนี้หรือเปล่านะครับ
คิดว่านักบวชชาวคริสต์เดินทางมาที่นี่
ที่เทือกเขานีโม เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ตามคัมภีร์ โบราณ พระเจ้าแสดงให้โมเสส เห็นว่า
ที่แห่งนี้คือสรวงสวรรค์ มีอาณาเขตที่แผ่ไปทางตะวันตก ไปจนถึง เยรูซาเลม เจอร์เรโค เบทเลเฮม และทะเลสาบเดดซี
ปัจจุบันคือ อิสราเอลและ ดินแดนปาเลสไตล์ ที่เคยถูกยึดครองในอดีตนั้นเอง ชาวอิสราเอลเชื่อว่าข้อความที่ปรากฏในคัมภีร์นั้นเป็นเรื่องจริง
เปรียบเสมือนเครื่องยืนยันของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ของพวกเขาด้วย และพื้นดินแห่งนี้ครับ
มีแต่ความสงบสุข แต่ความเป็นจริงมันมีแต่ภาพของความสับสนวุ่นวาย ความขัดแย้งและความทุกข์ยาก

ตามชายฝั่งทะเลเดดซี ไปยังเยรูซาเลม
ซึ่งเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ของสาม ศาสนาของโลก และเป็นเมืองที่มีการแบ่งแยกทางศาสนา
นานนับศตวรรษ temple mount ในเยรูซาเลม เป็นสิ่งก่อสร้างที่ดูลึกลับที่สุดในโลก
สิ่งก่อสร้างที่คัมภีร์ บอกไว้ว่า ออกแบบตามพระบัญชาของพระเจ้าครับ สำหรับ รูปแบบ
รายละเอียด สัดส่วน และความสำคัญนั้น แสดงถึง ความงดงามความสอดคล้อง รวมไปถึงการ
ก่อสร้างที่ดูลึกลับเป็นอย่างยิ่งครับ วิหารของโซโลมอน ไม่เหลือให้เราได้เห็นครับ เพราะถูกทำลายโดยกษัตริย์
เดบูคัตเตบซา แห่ง บาบิลอน ประมาณ 2,500 ปีที่ผ่านมานี้
ชาวยิว ชาว คริสต์ และชาวมุสลิม นับถือ Temple
Mount เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ก่อนที่คริสต์และอิสลามจะเกิดขึ้น บนดินแดนแห่งนี้
ชาวยิวได้สร้างวิหารทั้งสามหลังขึ้น มาบน Temple Mount เมื่อ 3,000
ปีที่แล้วครับ เพื่อสักการบูชา มีการสลักสวยงามด้วย ส่วนกำแพงด้านตะวันตกของวิหารนั้น เป็น
เขตศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิวด้วย
ผู้คนจะสวดอ้อนวอนผู้ชายอยูทางซ้ายส่วนหญิงอยู่ขวาครับ ในการสวดอ้อนวอนผู้สวดจะเขียนข้อความสั้น
ๆ และใส่ไว้ในรอยแยกของกำแพง กำแพงนี้เรียกว่า wailing wall แต่พวกเขาไม่ได้สวดของพรจากกำแพงครับ เขาสวดอ้อนวอนต่อ temple mount ต่างหาก เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเชื่อว่า พระเจ้าทรงเริ่มสร้าง โลก
จากสถานที่นี้
และอนาณาเขตที่เคารพของชาวยิวและคริสต์
เหตุใดจึงมีสิ่งก่อสร้างของศาสนาอิสลามอยู่ด้านบน
ในปี 638 ชาวมุสลิมได้เข้ายึดครองกรุงเยรูซาเลม พร้อมกับสร้างสุเหร่าและโบสถ์
ที่บริเวณด้านบนของ temple mount ปัจจุบันมีก้อนหินขนาดใหญ่ ซึ่งมีความสำคัญมาก
ใน temple mount ก้อนหินนี้ ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม
ชาวยิว และชาวคริสต์ เพราะพวกเขาต่างเชื่อว่า ที่คือที่ อับบราฮัม ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ สามศาสนา
ใช้ในการบวงสรวงวิญญาณของบุตรชายที่ชื่อว่า ไอแซค สำหรับอิสลามเชื่อว่า พระศาสดา มูฮามัด
เสด็จขึ้นจากสวรรค์ จากก้อนหินก้อนนี้
วิหารโซโลมอนในอดีต และเป็นจุดเริ่มต้นของ knights templar แห่ง ไพรเออร์รี่ ออฟไซออน

รูปนี้ คือ วิหารเฮรอด ตั้งโดยชาวโรมัน ช่วงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์กาล สร้างใหม่เป็นครั้งที่ 3 ต่อมา ชาวมุสลิมได้มายึดครองเยรูซาเลมช่วง ศตวรรษที่ 7 โดยกาหลิบ แล้วร้างสุเหร่าทับตรงวิหารแห่งเดิมนี้
อีกเหตุผลที่ทำให้ temple mount สำคัญต่อศาสนาทั้งสาม
วิหารของโซโลมอน เคยเป็นที่เก็บหีบพระบัญญัติ และบัลลังค์ของพระเจ้า และกล่องบรรจุแผ่นศิลาจารึกบัญญัติ
10 ประการ ที่พระเจ้าทรงมอบแด่โมเสส

หีบพระบัญญัติในจินนาการ ปัจจุบันไม่รู้ว่ารูปร่างเป็นอย่างไรและไม่มีผู้ใดพบเห็นมันมาก่อน
ภายหลัง เกิดอะไรขึ้นกับหีบพระบัญญัติ
สิ่งล้ำค่าของชาวยิว อันที่จริงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ได้ ว่ากันว่าหีบใบนั้น
ตั้งอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ของวิหารโซโลมอน โดยถูกซ่อนไว้ในช่องลับแห่งหนึ่ง ก่อนที่
เดบูคัตเตบซา จะบุกมาทำลายวัดและและหีบนั้น ก็น่าจะยังคงอยู่มาถึงปัจจุบันนี้ครับ
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง คือ โซโลมอน มีพระโอรส ประสูติขึ้นมาจาก ราชินี ชีบา (วันหลังจะนำเรื่องนี้ว่า เหตุใด ราชินีชีบา เดินทางมาหากษัตริย์โซโลมอน เขียนไว้แล้วครับ แต่ยังไม่ได้ตัดต่อ เรียบเรียง)และโซโลมอนก็ประทานหีบนั้น แด่พระโอรส นำกลับไปยัง เอธิโอเปีย หลายคนพยายามค้นหาหีบพระบัญญัติใบนั้น รวมทั้ง ชาวครูเสด ที่ยึดเยรูซาเลมได้ ในช่วง ปลายศตวรรษที่ 11 กัน ตอนต่อไป ไม่รู้เมื่อไหร่ เราจะค้นหาสถานที่ที่เชื่อว่าเก็บ หีบพระบัญญัติกัน ครับยาวจัง ค่อย ๆ อ่านครับ เพราะอาจจะไม่ได้อัพอีกหลายวัน
สวยมาก
สวยจริงๆ