บิซิทูม
เมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว
มันเคยเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญสายหนึ่ง เป็ฯจุดเชื่อมระหว่างจีน
จากทวีปตะวันออกกับ บาบิลอน จากทวีปตะวันตก ตอนนี้มันเป็นที่รกร้างห่างไกล เพราะสถานที่ตั้งของมัน อยู่ทางตะวันตกของอิหร่าน อยู่ที่หน้าผาหิน

เมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว ที่นี่ไม่ได้รกร้าง และมีผุ้คนเหมือนปัจจุบัน งานศิลปะชิ้นนี้ได้สื่อความหมายที่พิเศษมาก ๆ ครับ และทำให้ผู้คนที่เดินทางผ่านได้อ่านทั่วถึงกัน มั้นคือเสียงโฮ่ร้องของชัยชนะครับ และมีคำเตือนอันเด็ดขาดให้คงอยู่ชั่วกาล
สิ่งที่ทุรกันดารและเข้าถึงได้ยากมันถูกสลักขึ้นบนหน้าผาหิน สูงจากพื้นดิน 60 เมตร ประกอบด้วยภาพและอักษรที่จารึกเอาไว้
เป็นทั้งความน่าทึ่งทางศิลปะและเป็นกุญแจที่จะ ไขไปสู่ประวัติศาสตร์ ในอดีตด้วย

ความหมายของหน้าผาหินลึกลับนี้
ได้หายไปนานหลายศตวรรษแล้ว แต่ในปี 1885
ทหารชาวอังกฤษคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักโบราณคดี สมัครเล่นชื่อ เฮนรี่ ลอริงสัน ได้มาที่
บิซิทูม เขาประทับใจรูปแกะสลักนี้มากครับ เป็นสลักแบบนูนต่ำ สิ่งที่สลักไว้ว่ามันคืออักษรลิ่ม ซึ่งเป็นภาษาเขียนโบราณ ซึ่งยังไม่มีใครถอดรหัสออก ในปี 1830 นั้น เพราะมีให้พบเห็นน้อยมาก เขาจึงเข้าไปดูแผ่นจารึกใกล้ ๆ
เพื่อที่จะคัดลอกออกมา และนำตัวอย่างกลับประเทศเพื่อศึกษาเพิ่มเติม
และตีความตามกระบวนการทางโบราณคดี ไม่มีใครรู้ว่าคนโบราณอ่านจารึกบนหน้าผาได้อย่างไร แต่คาดว่าน่าจะมีทางเดินหรือแท่นยืน และถนนเมื่อก่อนนี้จะอยู่สูงกว่านี้มาก แต่ในปี 1830 ไม่มีทางขึ้นสะดวกแบบนี้ ลอริงสัน บุกเสี่ยงชีวิตขึ้นไป เพื่ออ่านรอยสลักเหล่านั้น
การทุ่มเทของเขาคือกุญแจสำคัญ ที่จะไขปริศนาตัวอักษรลิ่ม ตอนนี้มีบันไดเหล็ก แต่ในอดีต ลอริงสัน
ใช้เพียง เชื่อกับบันไดพาดเท่านั้นครับ เขามาที่นี่บ่อย ๆ ในยุค 1840 เพื่ออ่านและศึกษาตัวอักษรเหล่านี้

และไม่นานนักเขาก็รู้ว่าคำจารึกเหล่านี้
มีภาษารวมกันถึง 3 ภาษาเลยทีเดียว คือ
ภาษาเปอร์เซียโบราณ ภาษาเอลาไมค์
เป็นภาษาโบราณในแถบนี้ครับ และภาษานีโอบาบิโลเนียน หรือ อักคาเดียน
เขาเริ่มด้วยการแกะภาษาส่วนที่มีผู้ไขปริศนาเอาไว้ ก่อนหน้านั้นแล้ว และรู้ว่าทั้ง
3 ภาษาที่จารึกเอาไว้ มีเนื้อความเหมือนกัน ทำให้งานง่ายขึ้นมากครับ ถ้าแกะปริศนาได้หนึ่งภาษา
ภาษาอื่นก็ไม่ยากครับ ช่วงปลาย ยุค 1840
เขาก็ทำสำเร็จ เขาก็ตีความหมายได้ทั้งหมดเลยครับ
และสามารถเขียนอักษรการอ่านอักษรลิ่มได้ ทำให้เราอ่านได้เข้าใจได้ ทำให้อดีตกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

ภาพนี้ จะบรรยายถึงอำนาจ มันเล่าถึงราชา ในหมู่ราชาของชาวเปอร์เซีย พระนามว่าดาไรอัส ว่าเขาปราบปรามกบฏ ปราบปรามราชาตัวปลอมได้อย่างไร มีภาพของศัตรูทั้งหมด 9 คน ซึ่งเรียงแถวมองไปที่ ดาไรอัส ซึ่งเป็นผู้ชนะ กำลังเหยียบร่างของพระราชาปลอม ที่พ่ายแพ้ เป็นศิลปะที่ทรงพลังมากครับ ศิลปะที่ส่งเสริมการเมืองการปกครองและส่งเสริมชัยชนะระบบกษัตริย์สมบูรณยาสิทธิราช อีก
คำจารึกนี้ มันอ้างถึง เทพเจ้าด้วย รอยจารึกนี้อยู่ในที่สูง จึงพ้นจากการทำลายของผู้ต่อต้าน ที่จะมาขูดลบทิ้งไปได้
จารึกบอกว่า ใครก็ตามที่เคารพนับถือรอยจารึกนี้ จะได้รับพรจากเทพเจ้า และใครบังอาจทำลาย ก็จะถูกสาบ
คำจารึกนี้เป็นคำเตือนที่ช่วยให้ดาไรอัส ได้ตั้งต้นขึ้นเป็นกษัตริย์ที่ทรงอำนาจ มากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่โลกเคยรู้จักมา

ต่อไปเรามาดูเมืองใหญ่ของดาไรอัส ที่เขาสร้างขึ้น มันเปรียบเสมือนยอดหอคอย ของอารยธรรมเปอร์เซีย แม้ว่าเมืองของดาไรอัสจะเหลือแต่ซากผุพัง แต่ยังคงสะท้อนถึงอำนาจ ของกษัตริย์ และแสดงภาพความทารุน และโศกนาฏกรรมด้วยเช่นกัน
การสร้างเมืองเปอร์เสโพลิส เริ่มขึ้นในยุคเฟื่องฟูงอาณาจักรแห่งนี้ เป็นเมืองหลวงฤดูร้อนของอาณาจักร ดูทางด้านสถาปัตยกรรมแล้ว เป็นเมืองที่วิจิตรที่สุดของโลก
ดาไรอัสเริ่มสร้าง เปอร์เสโพลิส ในปี 512
ก่อนคริสตกาล แสดงถึงจุดยืนทางการเมือง เพื่อต้องการแสดงความเป็นใหญ่
ความร่ำรวยความสำเร็จของ มหาอาณาจักรเปอร์เซีย ให้คนอื่นได้รับรู้ อาณาจักรแห่งนี้
ได้สร้างกฎระเบียบใหม่ของโลกขึ้นมา
และเห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีการสร้างป้อมป้องกันเอาไว้แต่อย่างไดครับ เพราะว่าไม่จำเป็นต้องสร้างครับ
เนื่องจากศัตรูทั้งหมดได้ทำลายไปหมดแล้วนั่นเอง

วิหารใหญ่ สร้างขึ้นเหนือที่ราบสูง มันสร้างโดย
ดาไรอัส และสร้างเสร็จโดยเซิสซิส ลูกชายของเขาเอง เป็นวิหารที่ใหญ่โตมากจริง ๆ ครับ

ประตูใหญ่ สร้างโดย เซิสซิส
เป็นทางเข้าไปสู่ใจกลางมหานครแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่สถิตของอำนาจ และเข้าถึง
โถงบัลลังค์ จุดศูนย์กลางอำนาจของเปอร์เซียนั่นเอง ประตูนี้ชื่อว่า the gate
of ordination หรือว่าประตูนานาชาติ ทุกคนที่มาถวาย บัณณาการแด่
จักรพรรดิเปอร์เซีย ปัจจุบันผู้คนที่มาที่นี่มากมาย ได้สลักชื่อของตนเองเอาไว้
เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ด้วย บนหินเหล่านี้ครับ พวกนี้ สลักในปี 1800
และทหารจากกองทัพอังกฤษ นี่อาจเป็นวิธีหนึ่งในสักการะ เปอร์เสโพลิส และความทรงจำของอาณาจักรเปอร์เซีย ก็เป็นได้
มีตัวแทนเมืองขึ้นของเปอร์เซีย มีทั้งหมด 23
เมืองกำลังขนส่งเครื่องราชบัณณาการมา แสดงให้เห็นว่าอาณาจักรนี้ เคยทอดยาวจาก
แอฟริกาเหนือไปจนถึง อินเดียเหนือ ครับ และถึง ยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
มีภาพของชาวเอธิโอเปียที่นำงาช้างมาถวายด้วยครับ
แต่ละกลุ่มนั้นมีชาวเปอร์เซียเดินนำอยู่ มีกลุ่มชาวลิเบีย เอารถไม้ม้ากับแพะภูเขามาด้วย รวมถึง
ภาพสิงโตดุร้ายกำลังกินเนื้อทรายที่ไร้ทางต่อสู้ คงเป็นคำเตือนไม่ให้ใครคิดต่อต้านหรือก่อการกบฏก็ได้ รวมถึง ชาวซามาคานที่นำเอาอูฐ สองโหนกด้วย
รวมถึงชาวอินเดีย น่าจะเป็นเครื่องเทศครับ
2,500 ปีที่แล้ว เครื่องบัณณาการที่นำมา
คือของขึ้นชื่อของแต่ละเมือง เป็นสินค้าของพวกเขา ดังนั้นที่นี่เหมือนกับ
ตลาดของสมัยนั้นครับ

ผู้ถวายภายในโถงใหญ่เรียกว่า อาคาดานา แต่ว่าตอนนี้ต้องใช้จิตนาการคิดเอาเองนะครับ
มีเสาขนาดยักษ์เรียงรายเต็มไปหมดเลย มันสูงถึง 20 เมตร ค้ำยันหลังคาจากไม้ซีดา
ทั้งมืดน่าเกรงขาม มีทหารข้าราชการเปอร์เซีย ยืนมองอยู่จากริมกำแพง
เป็นการข่มขู่ผู้ที่มาถวายครับ เพื่อเข้าเฝ้าดาไรอัส พร้อมเครื่องบัณณาการ
คิดว่าพวกเขาคงเห็นอำนาจของดาไรอัสและรู้สึกตื่นกลัวไปด้วยครับ
โดยที่ไม่รู้จะถูกทำอะไรก็ได้


ภายในวังของเขา
เขาเคยมีโถงกระจกซึ่งมีกำแพงทำด้วยหินที่ขัดเงา บอกถึง
สถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน ของ เปอร์เซโพลิส มีภาพแกะสลักนูนต่ำด้วย รูปสลักประดับด้วยทองมี
มงกุฎ เคราปลอม และอาวุธแต่สูญหายไปหมดละ จากการปล้นสะดมไป
เปอร์เซโปลิสใช้เวลาสร้างนานถึง 150 ปี มันมีช่วงรุ่งโรจน์เพียง 30 ปีเท่านั้น
ก่อนที่มันจะถูกทำลายล้างอย่างโหดร้ายทารุณ โดยชาวกรีกจากมาดีโนเนียน การล่มสลายนั้น มาถึง สมัยพระเจ้าเล็กซานเดอร์มหาราช
ซึ่งนำกองทัพมาครับ เมื่อปี ที่ 330 ปี ก่อนคริสตกาล
และรบชนะชาวเปอร์เซียได้ในที่สุด
ผู้ยึดครอง คืนหนึ่ง
เขาก็เมาเหล้าและพาทหารเข้ามาในวังใหญ่ของเปอร์เซโพลิสแล้วจุดไฟเผาซะเลย
พวกเขาทำลายมัน เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจมากทีเดียวครับ ชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่หลาย ๆ ด้าน
เป็นยอดสูงสุดแห่งอารยธรรม เป็ฯหัวแถวของอารยธรรมผู้เจริญแล้ว
กลับกระทำการที่ป่าเถื่อน ที่ทำลายข้าวของเช่นนี้ได้ น่าเสียดายมากครับ
ไม่ได้เขียนมานาน วันนี้แนะนำหนังสือมาฝากครับ แวะไปร้านหนังสือหน้าปกน่าสนใจมากครับก็เลยซื้อมาช่วงนี้เป็นอะไรไม่รู้ มีเรื่องเกี่ยว ลีโอนาร์โด ดาวินชี เยอะเลย รวมทั้งต่วยตูนสองเล่มนี้ด้วย


เล่มที่ สอง เป็นเล่มล่าสุดของเดือนนี้ครับ จากปก มีราชินีขาว เมอริเอตามุน/มังกร อันนี่ต่อจากเรื่องผมได้ เช่น มังกรบินได้อย่างไร มันพ่นไฟได้อย่างไร รวมถึงการผสมพันธุ์ของมังกรด้วยครับ/และก็อักขระลึกลับหมายเลข 408 อันนี้น่าสนใจมากครับแต่ยังไม่ได้อ่านรวมถึง ลีโอนาร์โด ดาวินชี เขียนแบบไหน "Lionardo" ไม่ใช่ "Leonardo" ที่ขยายลายเซ็นและกลับด้านของเขาด้วยครับ
ที่น่าสนใจอีกเรื่องเห็นจะเป็น มนุษย์ โฮโม อิเร็กตัสนี่แหละ
น่าสนใจทั้งนั้นเลยครับ
โฆษณาให้ฟรีครับ ยังมีอีกหลายเรื่องมากมายที่ไม่ได้บอกไว้ ครับ แต่รับรองซื้อแล้วไม่ผิดหวังครับ