2007/Apr/19

ปริศนา หีบแห่งพันธะสัญญา


หีบพันธะสัญญา The Ark of Covenant เป็น หีบที่สร้างขึ้นตามพระบัญชาของพระเจ้า เพื่อเป็นที่บรรจุแผ่นหินจารึกบัญญัติ 10 ประการของพรองค์ ที่ประทานแก่ โมเสส ในระหว่างที่เขาพาพวกฮีบรูเร่ร่อนอยู่กลางทะเลทราย อันกันดาร หีบแห่งพันธะสัญญานั้นเป็นวัตถุมงคลที่ถูกแบบนำหน้าขบวนชนชาวฮีบรูตลอดการ เดินทาง ถูกนำไปประดิษฐานในวิหารโซโลมอน ถูกนำแบกรอบเมือง เจริโค เมื่อครั้งโจชัว ทำลายเมืองนั้น เรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิฤทธิ์ของหีบ ที่จะทำลายล้างผู้บังอาจเข้าไปแตะต้อง ก็จะถูกเพลิงเผาพลาญตาย

เรื่องราวของหีบแห่งพันธะสัญญามีปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์เก่า เล่ม Exodus ที่บอกไว้ว่า พระเจ้ามีพระบัญชาให้โมเสสสร้างหีบแห่งพันธะสัญญาและทาเบอร์เนเคิล (Tabernacle) หรือ ศาลที่ประดิษฐานหีบนี้ขึ้น พระองค์ตรัสว่า เจ้า จะสร้างทาเบอร์เนเคิลเป็นที่สถิตของเรา ณ ที่นั่น เราจะติดต่อกับเจ้าจากการุณอาสน์ จากระหว่างเทพยดา 2 องค์บนหีบ แห่งพันธะสัญญา (Exodus XXV:22) ตามโองการของพระเจ้า ลักษณะและสัดส่วนของหีบพันธะสัญญา เป็นหีบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำด้วยไม้ชิดติม (Shittim) ยาว 2.5 คิวบิท กว้าง และสูงเท่ากัน คือ 1.5 คิวบิท (เทียบหน่วยคิวบิทของอียิปต์ ซึ่ง 1 คิวบิทเท่ากับ 525 ซ.ม. หีบก็จะยาว 1.3 เมตร กว้างและสูง 76 ซ.ม.)

ลักษณะคร่าว ๆ

บุด้านนอกและด้านในด้วยแผ่นทองคำ โดยรอบหีบด้านบนยกเป็นขอบสูงขึ้นเล็กน้อย ที่มุมสี่ด้านมีห่วงทองคำสำหรับสอดไม้คาน เพื่อแบกหามเวลาเดินทาง และไม้คานดังกล่าวก็ทำจากไม้ชนิดเดียวกันหุ้มด้วยแผ่นทอง และมีคำสั่งห้ามถอดไม้คานออกด้วยครับ

ส่วนฝาหีบ มีชื่อเรียกว่า Mercy Seat หรือ การุณอาสน์ มีขนาดรับกับตัวหีบ และบุแผ่นทองเช่นเดียวกัน ด้านบนมีเทวดาสององค์สยายปีก หันหน้าเข้าหากัน ปีกทั้งสองโอบคล้ายซุ้มโค้งเหนือหีบ

นอก จากส่วนต่าง ๆ ของหีบแล้ว เรื่องราวบางตอนที่เล่าขานที่ผู้ใดแตะต้องต้องถึงแก่ความตายนั้น ก็ไม่มีร่องรอย ไม่มีเศษซาก ใด ๆ หลงเหลืออยู่ จากหีบที่กลายเป็นตำนานก็ยังเลื่อนลอย ในหลาย ๆ ด้าน นอกจากในพระคัมภีร์ ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่ามีจริงหรือไม่ ครับ

 

ปีเตอร์ แวน มุสเซนโบรค

อย่าง ไรก็ตาม ก็มีผู้ช่างคิดช่างสงสัย วิเคราะห์แล้วบอกว่า หีบนั้นหุ้มด้วยแผ่นโลหะต่างหาก ทั้งด้านในและด้านนอกครับ อีกทั้ง รูปเทวดาสยายปีกอีกด้วย

ทำให้ชวนนึกถึงอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ ที่ประดิษฐ์ขึ้นใน ศตวรรษที่ 16 นั่นก็คือ ขวดแก้วไลเดน (Leyden Jar) ซึ่ง ปีเตอร์ แวน มุสเซนโบรค ได้คิดค้นขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1745

ขวดแก้วไลเดน เป็น อุปกรณ์เก็บสะสมประจุไฟฟ้า แบบง่าย ประกอบด้วยขวดแก้วที่มีแผ่นตะกั่วบาง ๆ ปิดทับผิวขวด ทั้งด้านในและด้านนอก สูงห่างจากปากขวดสัก 1 ใน 3 ของความสูงขวด ปากขวดปิดด้วยฝาไม้ซึ่งมีแผ่นทองเหลืองสอดทะลุผ่านลงมา ปลายของแท่งทองเหลืองเป็นปุ่มกลม ๆ ส่วนปลายล่างที่หย่อนลงมาในขวดต่อกับโซ่โลหะสั้น ๆ ที่ยาวลึกลงมาถึงส่วนที่มีแผ่นตะกั่วปิดทับ


แผ่น ตะกั่วทั้งสองด้านก็จะกลายเป็นเพลท หรือขั้วไฟฟ้าลบ (ด้านนอก) ไฟฟ้าขั้วบวก (ด้านใน) ครับ โดยมีเนื้อแก้เป็นฉนวน เมื่อผิวด้านนอกขั้วลบ ต่อกับสายดินหรือ่านตัวนำใด ๆ ลงดิน ก็จะเกิดประจุไฟฟ้าขึ้น และสะสมอยู่ภายในขวด หากปุ่มกลม ที่ปลายบนของแท่งทองเหลืองสัมผัส กับตัวนำประจุไฟฟ้าก็จะปล่อยออกมานั่นเองครับ และถ้าสิ่งที่เป็นตัวนำอย่างคนไปแตะเข้า เขาคนนั้นก็จะถูกไฟฟ้าช๊อตสะดุ้งเลยทีเดียว

เป็น ไปได้หรือไม่ว่า หีบแห่งพันธะสัญญา นั้นเป็นตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่มีหลักการคล้ายคลังกับขวดแก้วไลเดนนี้ โดยมีแผ่นทองที่บุด้านในและด้านนอกเป็นเพลท ไม้ตัวหีบเป็นฉนวน ส่วนฝาหีบนั้นอาจจะแตกต่างจากหลักการของขวดแก้วไลเดน อยู่บ้างเพราะฝาขวดไลเดนจะไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เพียงแต่มีแท่งโลหะที่เป็นสื่อไฟฟ้าสอดผ่าน ส่วนฝาหีบแห่งพันธะสัญญานั้นทั้งบุแผ่นทองทั้งมีรูปเทวดาทองคำอยู่สององค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นสื่อไฟฟ้าทั้งนั้น จึงสันนิษฐานว่า เทวดาสององค์นั้นรูปหนึ่ง น่าจะเชื่อมกับแผ่นทอง ที่บุด้านนอกหีบและทำหน้าที่เป็นขั้วลบที่ต่อลงดิน ส่วนเทวดาอีก รูปก็น่าจะต่อเชื่อมกับแผ่นทองที่บุด้านในหีบและทำหน้าที่เป็นขั้วบวก หีบจึงเป็นตัวเก็บประจุไฟฟ้านั่นเองครับ

ความแรงของประจุไฟฟ้า

ทาง ด้านขวดแก้วไลเดนนั้นมีขนาดเท่ากับขวดกาแฟความจุ 500 กรัม สามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้ประมาณ 200 โวลต์ นับว่าไม่น้อยเลยนะครับ ส่วนหีบพันธะสัญญานั้นใหญ่กว่ามาก ถึง 125 เท่า จึงเก็บประจุไฟฟ้าได้มหาศาลเลยทีเดียว แถมยังปล่อยประจุไฟฟ้าออกมาได้นานกว่าด้วย ดังนั้น ศักยภาพในการเก็บและปล่อยประจุไฟฟ้า นั้น ก็สามารถแรงพอสำหรับคนที่แตะต้อง ถูกช๊อตถึงตายได้เลย

ใน Leviticus X: 1-2 มี เรื่องเล่าวถึงนาดับกับอบิลลู บุตรชายของอารอน ว่า ทั้งสองนำกระถางเครื่องหอมเข้าไปใน ทาเบอร์เนเคิล (ศาลที่ประดิษฐานหิบ) และจุดไฟขึ้น สักการะพระเจ้าด้วยไฟ แต่พระองค์ทรงห้าม และพระองค์ก็บันดาลให้มีไฟบังเกิดขึ้นและกลืนกินเขาทั้งสอง จึงตายลงเบื้องหน้าพระองค์ และใน II Samuel VI:6-7 เขียน ไว้ว่า ขณะกษัตริย์เดวิดนำหีบแห่งพันธะสัญญาไปยังเยรูซาเลม นั้น อุซซาคนขับเกวียนก็ ยื่นมือของเขาไปยังหีบ และจับหีบไว้เนื่องจากวัวที่จูงนั้นทำให้หีบโยกคลอน การกระทำของอุซซาก่อความกริ้วโกรธของพระเจ้าขึ้นพระเจ้าจึงลงโทษ ให้เขาล้มตายลงข้างหีบทันที

พลังอำนาจใดเล่าที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้? ปาฏิหาริย์แห่งพระเจ้าหรือ? หรือจะเป็นเพียงไฟฟ้าลัดวงจรธรรมดา

ฝา หีบ แห่งพันธะสัญญาเรียกกว่า การุณอาสน์นี้ดูจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของหีบ โดยทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมหรือสวิทช์ ที่จะต่อวงจรให้ครบ หากปราศจากฝาเสียแล้ว หีบแห่งพันธะสัญญาก็คงจะเป็นหีบทองธรรมดา ๆ ที่ไม่มีอิทธิฤทธิ์อันใด นอกจากนั้น ฝาหีบกับตัวหีบยังต่อเชื่อมกันได้สนิทด้วยขอบที่ยกสูงโดยรอบ นับเป็นการออกแบบอย่างรอบคอบเพื่อแก้จุดอ่อนระหว่างรอยต่อได้เป็นอย่างดี อีกด้วยครับ

นอก จากนั้นแล้ว ไม้คานสำหรับหามหีบซึ่งเป็นไม้ยาวหุ้มแผ่นทอง นั้นเข้าใจว่า ห่วงทองทั้งสี่ติดกับไม้ตัวหีบและผ่านทองด้านนอกโดยไม่ต้องสัมผัสกับแผ่น ทองด้านใน คนหามจึงสามารถหามหีบไปได้อย่างปลอดภัย เพราะประจุไม่ครบวงจรนั่นเอง และนั่นจึงมีคำสั่งว่าห้ามถอดไม้คานออกจากห่วงนั้นอีกด้วยครับ

ใน ทัศนะนี้ หีบแห่งพันธะสัญญาจึงเป็นเครื่องมือที่ได้รับการออกแบบมาอย่างชาญฉลาดซับ ซ้อน แสดงว่าผู้ออกแบบต้องมีความรู้และภูมิปัญญาเป็นเลิศในเรื่องการทำงานของไฟ ฟ้า คงจะมีข้อสงสัยที่ว่า เป็นไปได้หรือที่คนในยุคโบราณเช่นนั้นจะมีความรู้ก้าวหน้าในเรื่องไฟฟ้าถึง เพียงนี้ ในขณะที่โลกยุคปัจจุบันก็เพิ่งมาพบและเข้าใจ กับนักประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่กี่ร้อยมานี้เอง

แต่ อันที่จริงแล้ว คนเราก็รู้จักไฟฟ้าสถิตที่เกิดจากการถูแท่งอำพันกับขนสัตว์มานานแล้วครับ เรื่องนี้ปรากฏในบันทึกของธาลีสชาวกรีก เขียนไว้เมื่อ 600 ปีก่อนคริสตกาล จากคำวาElectricity นั้นก็มาจากคำว่าอำพันนั่นเอง

แบกแดดแบตตารี่
 


นอก จากนั้น ในปี 1938 ดร.วิลเลม โคนิก นักโบราณคดีชาวเยอรมันที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ชาติของอิรักได้พบขวดดินเหนียว ขนาดเล็ก ขวดเหล่านี้จุกปากด้วยน้ำมันดิน มีแท่งเหล็กแทงทะลุจุกลงไปภายใน และโดยรอบแท่งเหล็กมีกระบอกทองแดงล้อมรอบ หลายคนคงจะเคยได้ยินกันในนาม แบกแดดแบตตารี่ นั่นเองครับ

หาก อุปกรณ์เหล่านี้ เช่นแจกัน ทองแดง อุปกรณ์ชุบโลหะ หรือเครื่องเคลือบ และการชุบเงินด้วยอุปกรณ์บางอย่างแล้ว นั้นสิ่งของเหล่านี้นั้นล้วนมาจากอาณาจักรสุเมเรียน 2500 ปีก่อน คริสตกาล ในขณะที่ แบกแดดแบตตารี่พบเมื่อ 250 ปีก่อน คริสตกาล

จาก หลักฐานคาดว่าคนโบราณรู้จักกฎพื้นฐานของการเหนี่ยวนำไฟฟ้า และสารเคมี ทั้งนำมาใช้แยกและชุบโลหะแล้ว ก่อนหน้ายุคของโมเสส เมื่อประมาณ พันปีก่อน แล้วครับ

ทาเบอร์เนเคิล ศาลหรือวิหารที่ประดิษฐานหีบแห่งพันธะสัญญา


ทาเบอร์เนเคิล มาจากภาษาลาติน Tabernaculum แปลว่า กระโจม, กระท่อม, หรือเพิง ส่วนภาษาอิสราเอล เรียกว่า Mishkan แปล ว่า ที่สถิตของพระเจ้า เป็นอาคารแบบน๊อคดาวน์ สามารถถอดรื้อ เคลื่อนย้ายและประกอบได้ง่ายครับ เพื่อเหมาะแก่การอพยพของชาวฮีบรูนั่นเอง มันมีแค่โครงไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ภายในคลุมด้วยหนังสัตว์ ส่วนในไบเบิล บอกว่า ทาเบอร์เนเคิล ประกอบด้วย แผ่นไม้ชิตติม ปักลงไปลงไปในดินผูกเรียงชิดติดกัน เป็นด้านข้างทั้งสองด้านละ 20 แผ่น ด้านหลังอีก 20 แผ่น แล้วปล่อยให้ด้านหน้าเปิดเป็นทางเข้า

โดย ไม้แต่ละแผ่นยาว 10 คิวบิท (5.2 เมตร) กว้าง 1.5 คิวบิท (76 ซ.ม.) และเมื่อประกอบเสร็จมันจะกว้าง 6.4 เมตร ยาว 15.8 เมตร และสูง 4.3 เมตร และส่วนที่จมลงไปในดินอีก 91 ซ.ม.

ใน ไบเบิลพรรณาว่า ทาเบอร์เนเคิล ได้รับการตกแต่ง ประดับประดาอย่างซับซ้อนหรูหรางดงามด้วยสีสันของแพรพรรณหลายชั้นหลายทบที่ ใช้คลุม ผนังข้างคลุมทับสามถึงสี่ชั้นด้วยผ้าลินินปัก ม่านขนแพะ หลังคาทำด้วยหนังแพะ ส่วน แท่นบูชา โต๊ะ และเสาค้ำยันต่าง ๆ ล้วนทำด้วยทองคำ

สำแดงอิทธิฤทธิ์

ความ ลึกลับของหีบแห่งพันธะสัญญานั้น ก็คือ การปล่อยประจุไฟฟ้า เพราะถ้าหากนำหีบไปตั้งที่ที่เป็นฉนวน ไม่มีสื่อไฟฟ้าอื่นใด แล้ว อิทธิฤทธิ์ของหีบนั้น ก็มีเพียงแค่ประกายเรืองแสงเท่านั้นเอง

 แต่ การตกแต่งของทาเบอร์เนเคิล นั้น ต้องมีการสร้างความตื่นเต้นแก่ผู้พบเห็นได้มากทีเดียว นั่นก็คือ ภายในทาเบอร์เนเคิลน่าจะเรืองแสงสะท้อนเมื่อหีบปล่อยประจุออกมา แต่เนื่องจากหีบพันธะสัญญาเป็นวัตถุชนิดเดียวในกระโจมที่ครบวงจร ประจุไฟฟ้าก็จะกระโดดอยู่ระหว่างรูปเทวดาสององค์บนฝาหินเท่านั้น แต่ ทว่าแสงที่ทำให้มันสว่างเรืองออกมาทั้งทาเบอร์เนเคิลได้นั้น ก็มาจากไฟฟ้าสถิต จากผ้าลินิน ขนแพง และหนังสัตว์นั่นไงล่ะครับ การขัดสีระหว่างวัสดุเหล่านี้ ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตจำนวนมหาศาลทีเดียว แถมยังแผ่ไปยังทุกพื้นผิวที่เป็นสื่อ แม้ประจุแรกเริ่มนั้นจะอ่อนก็ตามที แต่มันก็สามารถสะสมพลังงานขึ้นเรื่อง ๆ จากชั้นบรรยากาศที่แห้งสนิทของทะเลทราย ก็อาจทำให้ประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้อีกเช่นกันนะครับ

แล้ว ทีนี้ ก็จะเกิดแสงเรืองไปทั่ว ทาเบอร์เนเคิลได้อย่างแน่นอนชัว เลย จากปรากฏการณ์นี้อยู่ที่ความต้านทานของอากาศ กับช่องว่างระหว่างปีกของเทวดาสององค์ ต้องสร้างความสัมพันธ์กันนั้นแล้ว ประจุภายในหีบก็จะก่อตัวขึ้นมีกำลังแรงเหนือความต้านทานของอากาศก็ใช้เวลา นานพอสมควร และเมื่อถึงเวลาที่รอคอย ทั่วทั้ง ทาเบอร์เนเคิลก็มีไฟฟ้าสถิตอยู่เต็มไปหมด

นับ ว่าเป็นการออกแบบอันลึกล้ำทีเดียวใช่ไหมครับ จากพลังธรรมชาติ และเทคโนโลยี ตลอดจนความรู้ของมนุษย์แล้ว สิ่งเหล่านี้ จำต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช่ว่าจะใช้อย่างเดียว แต่ต้องใช้แล้วหมุนเวียนมัน เพื่อเป็นตามโลกที่หมุนวนอยู่อย่างนั้นร่ำไป ถ้าหากไม่หมุนพลังธรรมชาติมาใช้แล้วไม่นานมันก็จะหมดไป นะครับ พี่น้อง ขอได้รับความขอบคุณจาก (ทำเสียงเข้ม) ยูบีซี และ History Channel

 

ตอนนี้ ค่อนข้างจะยาวอะนะ แต่ว่าอยากให้จบภายในตอนเดียว จะดีกว่านะครับ ขอบคุณทุกท่านติดตามเหนียวแน่นมาตลอด แบบว่า มาวางเรื่องแล้วหนีไปซะงั้น ไปสิง แถวเด็กดีซะเป็นส่วนใหญ่ ติดเขียนนิยายงะ เรื่อง UNIVERSAL ENERGY ใกล้จะจบละ ออกแนว ไซไฟนะครับ แน่นไปด้วยวิชาการ ง่ะ ไปค้นในเด็กดี รับรองเจอแน่ ครับ ไปละ

2007/Apr/10

เปิดฉาดสงคราม ครูเสดครั้งที่สาม

 กำลังทหารของซาลาดิน มีมากกว่า แต่แทนที่จะบุก กลับปลดเมือง เอเคอร์ เพื่อรอกำลังหนุน จนถึงวันที่ 18 กันยายน เขาจึงได้โจมตีพวกครูเสด แต่ถูกยันเอาไว้ นับเป็นเหตุการณ์นองเลือดที่ต่อสู้กัน จนในที่สุด เจอราร์ด เดอ ริดฟอร์ด ถูกจับได้อีกครั้ง แต่คราวนี้เขาถูกสั่งประหาร เพื่อสร้างความกดดันแก่พวกครูเสด ล้างบางพวกมัน


 กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส ฟิลิปส์ ออกัสตุส ที่สอง จึงนำกองทัพเข้าประชิดที่เอเคอร์ อีกทั้ง กษัตริย์ ริชาร์ด แห่งอังกฤษ ก็เข้ารบเช่นกัน แต่เขาเสนอให้พวกมุสลิมยอมแพ้ ครับ แต่ถูกปฏิเสธไป และสงครามก็เริ่มอีกครั้ง  โดยริชาร์ดนำรบดัวยตนเอง แต่ทางด้านซาลาดินเขาเริ่มชราภาพแต่เขาก็ควบบัญชาการรบอยู่บนที่สูงแทน

 และในวันที่ 11 กรกฎาคม กองทหารประจำป้อมที่ค่ายเมือง เอเคอร์ ยอมจำนนจนได้จากการต้านทัพของพวกครูเสดไม่ไหว ทำให้ซาลาดินจำต้องขอเจรจา แต่ล้มเหลวครับ โดยเขาต้องการให้ปล่อยคนที่เป็นเชลยก่อนและจะจ่ายเงินค่าไถ่ แต่ริชาร์ดกลับสั่งตัดหัวนักโทษชาวมุสลิมกว่า 2,700 คน ล้างแค้นกลับให้สาสมไปเลย

 ในวันที่ 22 สิงหาคม ชาวครูเสด 50,000 คน ถอยออกจาเอเคอร์ โดยมีริชาร์ดนำ อีกทั้ง ฟิลิปส์ก็ขอตัวกลับฝรั่งเศสเช่นกัน


กษัตริย์ ริชาร์ต
 

 ส่วนซาลาดิน กับทหาร 60,000 คน ยังคงคุมเส้นทางไปยัง ทิเบอเรียล และเยรูซาเลม ทำให้ริชาร์ด กลับเคลื่อนพลแยกเป็นสามกอง ส่วนหนึ่งไปยังทะเล ซึ่งเป็นขบวนสัมภาระ อีกส่วนเป็นอัศวิน และอีกส่วนเป็นปีก เป็นกองทหารราบ ไปทางด้านซ้าย เพื่อจัดขบวนเตรียมต่อสู้ อีกครั้ง

 ริชาร์ดได้เสนอเรื่องให้สันติแต่ซาลาดินไม่สนใจ โดยส่งน้องชายชื่อ อัล อาดิล ไปเจรจาริชาร์ด ทว่า ซาลาดิน รอกำลังหนุน และวางแผนที่จะโจมตี พวกครูเสดต่อไป

โดยยืดที่ อาร์ซุฟ เป็นที่ราบชายฝั่ง กว้าง และมีแนวป่าตลอดริมชายฝั่ง เพื่อที่จะสามารถซ่อนกองทัพไว้โจมตี

 ในวันที่ 7 กันยายน เมื่อพวกครูเสดมาถึงที่ราบอาร์ซุฟ คลื่นกองทหารอาหรับและซูดานจำนวนมาก ประจัญบานกับทหารราบริชาร์ด ทันที ทว่าทหารราบของริชาร์ดต้านทานแทบไม่อยู่ จึงขอคำสั่งจากทัพหลวงของริชาร์ดให้โจมตี แต่ ริชาร์ดปฏิเสธ เพราะเขาอยากให้ทหารของซาลาดินรุกเข้ามา

 และแล้วทหารม้าของชายเติร์กของซาลาดินเข้ามา ทำให้ริชาร์ดตั้งรับแต่ยังพอจะควบคุมไว้ได้ ทหารราบของริชาร์ดเปิดแนวออก และอัศวินบนหลังม้าชาร์จ เข้าใส่ข้าศึกอย่างแตกหัก ซาลาดินที่เหลือแต่ องค์รักษ์อยู่ 17 นาย ในความชุลมุนนั้น เขาออกคำสั่งให้บุกหลับ แต่ถูกตีกระจายออกไปและเสียทหารมุสลิมไปถึง 7,000 คน หลังจากอาร์ซุฟ ซาลาดินได้หลีกเลี่ยงการปะทะซึ่ง ๆ หน้ากับนักรบครูเสด

 ซาลาดินถอยร่นไปยังเยลูซาเรม และริชาร์ดได้เข้าเมืองจาฟฟาในวันที่ 10 กันยายน จากกำแพงที่ถูกทำลาย ริชาร์ด ได้สร้างกำแพงขึ้นใหม่

 ริชาร์ดยังใจดี เขาเสนอสันติอีกครั้ง โดย โจนส์ น้องสาวของเขา จะเข้าอภิเษกกับ อัล อาดิล น้องชายของซาลาดิน แต่ริชาร์ดเสนอว่า อัล อาดิน ต้องนับถือศาสนาคริสต์

 ในวันที่ 31 ตุลาคม ริชาร์ดเคลื่อนพลต่อไปยังเยรูซาเลม ซาลาดิน เตรียมป้องกัน และรอกำลังเสริมจากอียิปต์ ซึ่งในวันที่ 22 ธันวาคม พวกครูเสดบุกเข้า บีทนูบา ซึ่งห่างจากเยรูซาเลม ไป 12 ไมล์ ฝนเปลี่ยนถนนเป็นปลักโคลน และเสบียงของครูเสดเริ่มเน่าเสีย ริชาร์ดเกรงว่า เหตุการณ์จะซ้ำรอยที่เอเคอร์ ซึ่ง นักรบครูเสดที่ปิดล้อมเยรูซาเลม ถูกล้อมโดยกองทหารอียิปต์ ทำให้เขาถอนกำลังกลับจาฟฟาก่อน


 นักรบครูเสดมุ่งไปยังเยรูซาเลมอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ปี 1192 และ้ตั้งค่ายที่ บีทนูบา เก้าวันหลังจากนั้น ได้เข้า จัดการกองกำลัง และมุ่งสู่เยรูซาเลม

 แต่ ภาพหลอนของแฮตติน และเอเคอร์ยังคอยหลอกหลอน พวกนักรบครูเสด ริชาร์ดจึงถอนตัวจากบีทนูบา เมื่อ 4 กรกฎาคม ไปยัง จาฟฟาอีกครั้ง

 ริชาร์ดตัดสินใจที่จะเข้าไปยึดเบรุต ซึ่งเป็นป้อมปราการแห่งเดียวของพวกมุสลิมตามแนวชายฝั่ง ซาลาดินเห็นเป็นโอกาสและเข้ายึกคืนพื้นที่ส่วนใหญ่ จาฟฟา ริชาร์ดอยู่ที่เอเคอร์เมื่อซาลาดินเข้าโจมตี เขาลงเรือสองสามลำไปกับทหารกลุ่มเล็ก ๆ และเดินทางไป จาฟฟาในวันที่ 1 สิงหาคม และเข้ายึดจาฟฟาคืนมาได้ ซาลาดินกว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็เมื่อทหารของริชาร์ดบุคเข้าในค่ายแล้ว

 เช้าตรู่วันที่ 5 สิงหาคม ซาชาดินตั้งใจจะบดขยี้ริชาร์ด ก่อนที่กำลังส่วนใหญ่จะมาถึง เขาส่งทหารม้า 1,000 คน เข้าโจมตีพวกครูเสดเป็น เจ็ดระลอก เพื่อให้ทหารคู่ต่อสู้ยันกลับมา แต่ ริชาร์ดท้าทายโดยขี่ม้าโทรม ๆ ล่อทางซาลาดิน แต่ไม่มีใครออกไปรบด้วย ซาลาดินส่งม้าอาหรับชั้นดีออกไปตัวหนึ่ง พร้อมด้วยข้อความว่า ไม่เหมาะที่กษัตริย์จะออกรบบนหลังม้าที่น่าเวทนาเช่นนั้น

 ริชาร์ดยอมรับม้าและควบขับกลับไปยังกองทหารของ

 หลังจากที่เหนื่ออ่อนอย่างหนัก ริชาร์ดล้มป่วย เมื่อซาลาดินทราบ ความ เขาส่งผลไม้ และหิมะจากเขา เฮอร์มอนเพื่อให้ความเย็น จากน้ำดื่ม สงสัยกินกันไม่ลง จนมีการเจรจาขึ้น ผู้นำทัพทั้งสองฝ่ายต่างเหนื่อยหน่ายต่อสงครามและกำลังพบกับความยุ่งยากในอาณาจักร จึงต้องตกลงสงบศึก ในวันที่ 2 กันยายน พวกนักรบครูเสด ยังคงรักษานครชายฝั่งขึ้นไปจนถึงใต้จาฟฟา พวกจาริกแสวงบุญคริสเตียนได้ และอัศวินครูเสดหลายคนได้ฉวยโอกาสที่ดีนี้ แต่ริชาร์ด ไม่ได้ไปด้วย เพราะคิดว่าเขายอมรับไม่ได้หลังจากที่พลาดโอกาสที่จะยึดครองเยรูซาเลม

 ตุลาคม 1192 ริชาร์ดลงเรือกลับอังกฤษ

 ต้นเดือนพฤศจิกายน 1192 ซาลาดินก็กลับดามัสกัส กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์เขาก็ล้มป่วยลง (อาจจะเป็นไข้มาลาเรีย) ทำให้เขาสิ้นชีพ ลงในวันที่ 4 มีนาคม 1193 เมื่ออายุได้ 55 ปี อาณาจักรของเขาแผ่จากซีเรียถึงอียิปต์ และซูดาน แต่ไม่เหลือเงินในท้องพระคลังเพียงพอที่จะจัดพิธีศพเขา


สุสาน ซาลาดิน

 หลังจากที่เขาสิ้นชีวิต อาณาจักรของเขาก็ตกต่ำลง ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง อีกแปดปีต่อมา น้องชายของเขา คือ อัล อาดิล ปรากฏตัวและเข้าปกครอง อาณาจักรต่อไปจนสิ้นชีวิตในปี ค.ศ. 1218

 

จบซะที เหนื่อยละ

2007/Apr/02

วันที่ 4 กรกฎาคม ซาลาดินเข้าโจมตีพวกทหาราบของกีย์จนแตกร่น ถูกสังหารบ้างถูกจับเป็นเชลยก็เยอะครับ แต่พวกอัศวินของกีย์ก็ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พยายามต้านทานการเข้าจู่โจมของซาลาดิน ให้ถอยออกไป เรย์มอนด์ แห่งทริโบลี พยายามตีปีกขวาฝ่าวงล้อมของซาลาดินเพื่อจะเปิดทางเข้าสู่ทิเบอรเรียส กระทั่งพวกมุสลิมต้านไม่อยู่ อัศวินเหล่านั้นจึงควบม้าทะลุผ่านออกไปได้ แต่เขาไม่สามารถย้อนกลับไปหากษัตริย์ กีย์ของเขาได้ เรย์มอนด์ จำขับม้าหนีไปอีกทาง แต่จนแล้วจนรอดเขาก็สิ้นชีวิตลงในสองสามอาทิตย์ต่อมา

 จากการถูกล้อมด้วยกำลังที่เหนือกว่า พวกอัศวินครูเสดถอยขึ้นไปเนินเขาไปยังนอร์ออฟแฮตติน เต๊นท์ของกีย์ กว่าสองคืนที่พวกเขาและม้าไม่มีน้ำให้กินเลยครับ พวกทหารมุสลิมได้ทีจุดไฟเผาพุ่มไม้ที่อยู่เหนือลมทำให้ควันไฟเพิ่มความลำบากแก่ พวกครูเสดที่ตั้งรับอยู่มีการโจมตีเกิดขึ้นอีกหลายระลอกจน กระทั่งซาลาดินที่สังเกตการณ์อยู่ใน ระยะไกลเห็นเต๊นท์ของกีย์ล้มลง เขาทราบได้ว่าการต่อสู้จบลงแล้ว เขาลงจากหลังม้า และขอบคุณต่อพระอัลเลาะห์ผู้เป็นใหญ่

 

กีย์ เรย์โนลด์ และเจอราร์ด ถูกพาตัวมาที่เต๊นท์ของซาลาดิน จานั้นซาลาดินก็ส่งเหยือกน้ำแก่กีย์เพื่อดับกระหาย ซึ่งตามธรรมเนียมของอาหรับเป็นการให้คำมั่นว่าข้าศึกจะได้รับการดูแล เมื่อกีย์ส่งเหยือกน้ำต่อไปยัง เรย์โนลด์ ซาลาดิน ร้องออกมาว่า "ท่านเป็นผู้ให้น้ำแก่เขาไม่ใช่ตัวข้า" แม้ว่าเขาจะสาบานไว้แล้วว่าจะเอาชีวิตเรย์โนลด์ แต่เขายังเสนอว่าจะ ไว้ชีวิตถ้า เรย์โนลด์จะยอมให้เขานับถือศาสนาอิสลาม แต่เรย์โนลด์ ปฏิเสธอย่างยโส ซึ่งทำให้ซาลาดินที่โกรธจัดกระโจนออกไปจากเต๊๊นท์และกลับเข้ามาพร้อม ดาบโค้งและฟาดฟันเรย์โนลด์กองกับพื้น จากนั้น ทหารของเขานายหนึ่งออกมาจัดการกับครูเสด ผู้ชอบปล้นสะดมจนเสร็จสิ้น ทำให้กีย์สั่นไปทั้งตัวเมื่อเห็นทหารมุสลิมลากร่างที่ไร้ศีรษะของเรย์โนลด์ออกไป แต่ซาลาดินปลอบใจเขาว่า "กษัตริย์ย่อมไม่ฆ่ากษัตริย์ แต่มันผู้นั้นไม่ล่วงละเมิดทุกสิ่งทุกอย่าง" 

 

ทางด้านเจอราร์ด เดอ ริดฟอร์ด ซาลาดินใช้ให้ไปเกลี้ยกล่อม พวกที่ป้องกันป้อมค่ายที่ แอสคาลอน และกาซา ให้ยอมแพ้ซะ ส่วนที่เหลือซาลาดิน สั่งให้ตัดหัวพวกพระนักรบจากเมืองหลวงและไนท์เทมปลาร์ โดย ซูฟิส ผู้เป็นพระนักบวชเป็นคน จัดการ ส่วนพวกคนชั้นสูงก็ถูกเรียกค่าไถ่ และทหารถูกขายเป็นทาส ซึ่งจำนวนผู้ที่ถูกขายในตลาดทาส ดามัสกัส มากมาย จนกระทั่งมีผู้กล่าวว่ารองเท้าแตะคู่หนึ่งสามารถซื้อทาสได้ 


 

ซาลาดิน

หลังจากถูกล้อมอยู่สามสิบวัน เอาท์รีมเมอร์ ก็แตกพ่ายและนครเยรูซาเลมเปิดประตูออกต้อนรับพวกมุสลิม เดือนตุลาคม 1187 ซาลาดินเข้าเมืองในวันฉลอง ที่ตรงกับวันที่ศาสดามะหะหมัด เดินทางสู้สวรรค์ผิดกับการเข้ายึดครองเยรูซาเลม โดยพวกคริสเตียนในปี 1099 ครั้งนี้ที่ไม่มีการสังหารหมู่ และปล้นสะดม  พวกชนชั้นสูงและผู้มีอันจะกินถูกเรียกค่าไถ่เช่นเคย อีกหมื่นกว่าคนถูกส่งไปยังตลาดค้าทาส และฮาเร็มที่ดามัสกัสและอาเลปโซ สุเหรา อัลอักซา และศิลาโดม ได้รับการปรับปรุงให้เป็นสถานที่ทางศาสนาอิสลาม และทำลายโบสถ์สำคัญ กระทั่งสามวันต่อมาศิลาโดมได้เปิดขึ้นอีกครั้ง เพื่อต้อนรับพวกจาริกแสวงบญคริสเตียนโดยเสียค่าเข้าคารวะบูชา หลังจากชื่นชมกับรสแห่งชัยชนะ ทางด้านซาลาดิน ก็กลับสู่ดามัสกัส ในเดือนมีนาคม 1188 ในปีเดียวกันกีย์ที่ถูกคุมขังอยู่ ได้รับการปล่อยตัวในเงื่อนไขที่ว่าเขาจะไม่จับอาวุธทำสงครามอีก


ขณะนั้น ไทร์ เป็นท่าเรือทางทะเลที่ยังอยู่ในความคุ้มครองของพวกครูเสด กองทหารรักษาการณ์ในป้อมที่อยู่ในบังคับบัญชา ของ คอนราด มากีส์ เดอ มองท์เฟอราท ผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อซาลาดิน หลังจากการโจมตีเมืองครั้งแรกถูกต่อต้านจนต้องล่าถอยออกมา ซาลาดินตัดสินใจว่าจะพักชั่วคราวระหว่างฤดูหนาว เขามั่นใจว่าจะต้องเข้าพิชิตพวกเอาท์รีมเมอร์ ได้ในเวลาไม่นาน แต่แล้ว


 

โบ๊ป เกรกอรี ที่ 8 กับ บาร์บารอสซา

สองเดือนหลังจากการรบที่แฮตติน ข่าวเรื่องการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของพวกครูเสดแพร่ไปถึงฝรั่งเศส โป๊ป เกรกอรี ที่ 8 เรียกร้องให้มีครูเสด ครั้งใหม่ และจักรพรรดิเยอรมัน เฟรด เดอริคที่ 1 ี่รู้จักกันในนาม ของ บาร์บารอสซา นำไพร่พล 40,000 คน เดินทางทางบกไปสู่ดินแดนศักดิ์์สิทธิ์ โชคอยู่ข้างซาลาดิน อีกแล้วครับ เพราะ บาร์บารอสซา จมน้ำตายขณะที่ข้ามแม่น้ำคาไลแคดนัสใน ไซเลเซีย


 

 ส่วนกีย์ ก็ทิ้งคำสาบาน ที่จะไม่จับอาวุธอีก เขารวบรวมกำลังอีกครั้ง ในเดือนสิงหาคม 1189 กองเรือคริสเตียนนำไพร่พล เตรียมล้างแค้น

อ่านไปอ่านมา นึกว่าลอร์ด ออฟ เดอะ ริงค์ เลยนะ